2011/Jun/29

Time Siries:: The begining of war
Main Cast:
Akanishi-Yamashita
Authors:nishi
Type: Romantic Drama
Part: The first

**************
************

Warning! NC18 Part




การที่ได้อยู่ท่ามกลางเสียงอึกทึกครึกโครมของดนตรีแนวเร่งเร้า และกลิ่นของแอลกอฮอล์ผสานกับร่างกายร้อนฉ่าของผู้คนจำนวนมากไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่สำหรับผม หากแต่ตัวเองที่เป็นเพียงนักศึกษาธรรมดาๆได้มาเป็นหนึ่งในจำนวนผู้คนหลายสิบซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่การงาน จวบไปถึงชื่อเสียงทางสังคมพอตัวทำให้อดประหม่าไม่ได้ ถึงจะมีคนที่สนิทๆกันอย่างจินเป็นคนพามาอยู่ด้วย แต่เจ้าตัวกลับถูกประกบซ้ายขวาด้วยเจ้าภาพของงานอย่างทาคิซาว่า และคาเมนาชิจนผมต้องนั่งแกร่วจิบมาตินี่ในมุมหนึ่งที่ไม่ห่างจากตัวคนรู้จักเท่าไหร่นัก


เรื่องความฝันของจินที่จะได้ทำเพลงอย่างที่ใจรักนั่นผมรู้มานานแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่กำลังทำให้ตัวเองรู้สึกแปลกไปคือในคอนเสิร์ตที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า ตัวผมซึ่งได้รับโอกาสโดยบังเอิญให้ไปดูอยู่ในส่วนVIPกับทาคิซาว่าและทีมงานคนอื่นๆ ดันสังเกตได้ถึงแววตาเป็นประกายของทัคกี้ซัง ชายหนุ่มวัยย่างเข้าสามสิบที่ใครๆต่างขนานนามว่าเป็นเจ้าป่าแห่งวงการบันเทิง จับจ้องไปทุกการกระทำของเกสท์หน้าใหม่ จินแสดงได้ดีมากจนผมเองก็อดทึ่งไม่ได้ เขาร้อง เต้น และเล่นกับแฟนคลับอย่างเป็นมืออาชีพจนผมแทบจะไม่เชื่อเลยสักนิดว่านั่นคือคอนเสิร์ตครั้งแรกของชายหนุ่ม และเพราะเหตุนั้นกระมัง ทาคิซาว่าจึงดูมีความสนอกสนใจในตัวจินจนอย่างเห็นได้ชัด


อาคานิชิกำลังค่อยๆห่างผมออกไป ถึงในใจกำลังอยากจะร้องไห้ แต่ก็ได้เพียงบอกกับตัวเองว่า นั่นมันดีแล้ว...
ดีแล้วที่จินมีอนาคตที่ดี และปัญหาที่คาราคาซังกันตอนนี้ก็คงยุติลง...


ผมกระดกมาตินี่หมดเป็นแก้วที่เท่าไหร่แล้วตัวเองก็ยังจำไม่ได้ ความร้อนฉ่าแล่นตึงริ้วไปทั่วใบหน้า เมื่อได้มองจินหัวเราะและคุยกันอย่างถูกคอกับคาเมนาชิก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกๆ เพิ่งเจอกันเมื่อตอนก่อนขึ้นคอนเสิร์ตไม่ใช่หรือยังไง ทำไมถึงได้สนิทชิดเชื้อกันได้รวดเร็วเสียขนาดนั้น

อ๊ะ... มือขาวจัดของคาเมะจัง... ทำไมถึงไปวางอยู่บนหน้าตักกว้างของจินได้..??

ผมสะบัดหน้าพรืดเมื่อหัวใจรู้สึกบีบๆ ริมฝีปากล่างยกขึ้นมาเหนือฟันเล็กน้อยแล้วขบมันราวกับจะหักห้ามความรู้สึกร้อนผ่าวบนกรอบตา ผมเมา... คงเมาแล้วแน่ๆถึงได้รู้สึกกระสับกระส่าย ครั่นเนื้อครั่นตัวเสียขนาดนี้ มือเล็กสีน้ำผึ้งกำ แล้วคลายอยู่บนแก้วทรงสูงที่เย็นจัดแม้เครื่องดื่มข้างในจะหมดแล้วก็ตาม ก่อนแก้วทรงเดียวกันที่ยังคงจุของเหลวสีส้มฉูดฉาดจะยื่นมาตรงหน้า เรียกให้ผมเงยขึ้นไปสบตากับเจ้าของความใจดีที่หยิบยื่นเข้ามาให้ใหม่


“คะ... คาเมะจัง....”

“รับไปสิ อ๊ะ ข้างๆนี่นั่งได้หรือเปล่า?”

“เชิญฮะ” ผมตอบเสียงเบาแล้วส่งยิ้มขื่นๆให้เมื่อรับเซ็กส์ออนเดอะบีชมาจากมือขาวเพรียวผิวละเอียดของคาเมนาชิ ก่อนจะขยับที่บนโซฟาขนาดสองคนนั่งให้นักร้องดังทรุดตัวลงมาด้วย ขายาวของคาซึยะถูกปกปิดไว้ด้วยกางเกงยีนส์แบรนด์เนมนั่งไขว่ห้างกัน ขณะที่ในมือถือเครื่องดื่มชนิดเดียวกับผมยกขึ้นจิบเป็นระยะๆ 


“สงสัยฉันจะกลายเป็นหมาหัวเน่าไปเสียแล้วสิ” อยู่ๆเจ้าของดวงตารีที่ทอดมองออกไปยังบอสใหญ่กับจินก็เอ่ยขึ้นเบาๆ กลีบปากบางจัดค่อนข้างแดงกระตุกยิ้มเพียงเล็กน้อยแล้วโคลงหัวไปมาก่อนจะพูดต่อ

“ดูก็รู้ใช่มั้ยล่ะ ทักกี้น่ะ สนใจแฟนนายจนออกนอกหน้าเชียว”

“ถึงแบบนั้น คนที่มีความสามารถอย่างคาเมะจังก็ไม่มีทางตกกระป๋องหรอกฮะ อย่ากังวลไปเลย” ถึงแม้อีกฝ่ายจะดูเหมือนพูดเชิงหยอกไม่จริงจังนัก กระนั้นตัวเองก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยประโยคที่น่าจะทำให้คาเมนาชิวางใจลงบ้างขึ้นตามลักษณะนิสัย ดวงตากลมโตเหลือบไปมองเสี้ยวหน้าของนักร้องหนุ่มครู่หนึ่งแล้วก้มลงมองมือที่ถือแก้วของตัวเองเอาไว้ต่อ


“ดีจังเลยนะ นายน่ะ เก่งในเรื่องพูดจาให้กำลังใจคนอื่นๆแบบนี้เสมอๆเหรอ?”เสียงออกโทนแหลมแปร่งๆของคาเมนาชิเอ่ยเคล้ากับเสียงหัวเราะ แรงยวบบนเบาะกำมะหยี่ทำให้ผมรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเอนตัวพิงกับพนักพิงในท่าทีสบายๆ


“ถ้าเป็นแบบนั้นจินคงมีกำลังใจในการทำงานเยอะเลยล่ะ เพราะคนที่ก้าวเข้าสู่วงการนี้ได้ต้องผ่านแรงกดดันมากเลยนะ มีทั้งคนที่ชอบ ทั้งคนที่เกลียด...” เสียงนั้นยังคงพูดต่อด้วยความเข้าใจผิด ตัวผมเองแม้อยากจะปฏิเสธเรื่องความสัมพันธ์เชิงชู้สาว แต่ปีศาจในใจดวงเล็กๆกลับคอยตะโกนบอกให้เงียบไป 
ถูกเข้าใจว่าตัวเองมีความสำคัญกับจินแบบนี้ ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่ผมก็กลับยินดีที่จะให้เป็นแบบนั้น


“ถ้าอยู่กับจินได้นานๆก็ดีสินะ.... นายน่ะ ” อยู่ๆคาซึยะก็พูดประโยคที่ทำให้ผมตึงตลอดสันหลังขึ้นมา ดวงตากลมเบิกกว้างเมื่อปลายผมถูกเกลี่ยเบาๆจากสัมผัสของนิ้วนุ่ม คาเมนาชิขยับตัวลุกจากเบาะที่นั่ง เสียงหวานนั่นกระซิบเบาแต่ผมกลับได้ยินชัดข้างหู


“อย่าปล่อยมือจากหมอนั่นเชียวนะ... จินน่ะ เป็นแบบที่ฉันถูกใจ ถ้านายเป็นแรงคอยช่วยผลักดันหมอนั่นให้สามารถมายืนเคียงข้างฉันได้ เรื่องนั้นจะถือว่าดีมากทีเดียว....”เจ้าของประโยคเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดต่อเมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของผม กลีบปากของคาเมนาชิกดลงยิ้ม แววตารีดุจหมาป่าทอดมองไปยังบุคคลที่กำลังตกเป็นหัวข้อสนทนาอย่างเย็นชา


“ ทัคกี้น่ะ วางแผนจะให้ฉันมีคู่ดูโอ้ รู้สึกกระแสของตัวเองพักหลังๆจะซาลงเยอะเลย ก็อย่างว่าล่ะนะ ฉันเองไม่ค่อยถนัดสร้างข่าวเสียด้วย ถ้าหากเป็นจินที่จะเป็นคู่กับฉันล่ะก็ ฉันจะได้สบายใจหน่อย... ฉันโตมากับวงการบันเทิง นายคงไม่ว่าอะไรนะถ้าฉันจะพูดว่า ฉันไม่อยากให้อาคานิชิมาเกาะฉันดัง....”

“จินไม่ได้เป็นคนแบบนั้นสักหน่อย!”

“ฉันรู้ ฉันรู้... ที่พูดก็แค่.. ไม่รู้สิ นายอาจทำให้จินแสดงพลังของศิลปินออกมามากกว่านี้ได้ แค่นี้ยังไม่พอที่จะทำให้ได้ยืนข้างๆฉันหรอกนะ.....”

“........................”

“แต่ก็อย่างที่บอก ถ้านอกจากจินแล้ว ฉันก็ไม่เห็นจะมีใครที่พอจะชอบใจแล้วนี่นา....” ผมไม่เข้าใจคำว่าถูกใจ ชอบใจ และ เป็นคู่ ของคาเมนาชิ นักร้องหนุ่มที่บางทีมีแววตาเหมือนเด็กหนุ่มไร้เดียงสา แต่เวลาที่พูดถึงเรื่องการงานขึ้นมาล่ะก็กลับพร้อมที่จะเหยียบย่ำและดึงรั้งคนอื่นเพื่อเป็นสะพานทอดสู่ความสำเร็จ ถึงอย่างนั้น ผมกลับอยากให้คาเมะมองว่าจินเป็นเพียงสะพานให้ตัวเองเท่านั้น 

เพราะถ้าคำพูดที่ว่า ถูกใจ ชอบใจ และเป็นคู่ มันแฝงมากับความหมายอื่น...
แค่คิดผมก็รู้สึกตีบตันในลำคอจนไม่อยากจะหายใจเสียแล้ว


“ถ้าทนให้แฟนตัวเองเป็นข่าวหลอกๆกับคนอื่นได้ตลอดเวลา นายกับจินก็คงคบกันได้นานล่ะนะ.....ฉันไม่มีเจตนาจะแย่งจินมาหรอก มันเป็นเรื่องของธุรกิจ” เหมือนผู้แก่ประสบการณ์จะอ่านสายตาของผมออก เขาหันมายิ้มให้ที่มุมปากเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนแก้วมาชนกับแก้วของผมที่ถือนิ่งอยู่ในมือเบาๆ


“เราไม่ได้มีเรื่องผิดใจกันใช่มั้ย? ฉันมาขออนุญาตแล้วนะ” อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร หากแต่ผมเองกลับเป็นฝ่ายยิ้มฝืนๆ ในเวลานี้ผมจะพูดอะไรได้นอกเสียจากยกแก้วเซ็กส์ออนเดอะบีชกระดกดื่มรวดเดียวจนหมด ถึงจะไม่อยากแสดงสีหน้าลำบากใจออกมา แต่สุดท้ายมันก็สะท้อนอยู่ในแววตาอยู่ดี

คาเมนาชิเลื่อนมือมากอบกุมฝ่ามือข้างที่วางอยู่บนหน้าตักของผมเอาไว้ แล้วออกแรงบีบเบาๆทั้งๆที่ทอดสายตาออกไปยังอาคานิชิที่คุยกับทาคิซาว่าอย่างออกรส


“อยู่ข้างคนที่มีคนชอบมากๆ ก็ต้องทำใจรับความโดดเดี่ยวของตัวเองเอาไว้เยอะๆนะ โทโมฮิสะ....”น้ำเสียงราบเรียบนั้นผมไม่รู้ว่ามันกำลังบอกอะไร แววตาที่วาวโรจน์เหมือนหมาป่าเมื่อครู่ทอแสงสีอ่อนลงจนผมเห็นได้ถึงความอ้างว้างจากภายใน 

หรือว่า... นี่คือสิ่งที่จินกำลังจะเผชิญกันแน่...

ผมส่งแก้วคอกเทลคืนให้บริกร ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสั่งเบียร์แก้วใหญ่

ความคิดที่ไร้ซึ่งความผิดชอบชั่วดีแล่นปราดเข้ามาในจิตใจให้ปั่นป่วนอีกระลอก เมื่อนึกถึงเรื่องที่ตัวเองจะตัดความสัมพันธ์กับจินให้หลงเหลือไว้เพียงในรูปแบบของเพื่อนเก่า....

ผมที่อยู่ข้างๆโทมะ ในตอนนั้น จินจะเหงามากแค่ไหนกันนะ....


ผมควรจะทำยังไงดี....


ผมรู้สึกผิดกับโทมะ แต่ตอนนี้ในใจกลับปั่นป่วนพะวงแต่เรื่องของจินมากเหลือเกิน...

....เกินกำลังตัวเองจะตัดสินใจด้วยเหตุผลได้อีกต่อไป



++++++++++++++++++++



มึนไปหมด...


ภาพที่ผมเห็นอยู่ในกรอบตาคือลูกบิดประตูซ้อนทับกันสองอัน และเสียงกรุ๊งกริ๊งลอยมาไกลๆ ซึ่งจากสติที่วนกลับมาเพียงเล็กน้อยเป็นระลอกๆกำลังบอกว่ามันคือเสียงของลูกกุญแจ 
ผมถูกหิ้วปีกเอาไว้จากทางด้านซ้าย กลิ่นเหงื่อผสานกับกลิ่นน้ำหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของจินลอยเข้ามาชิดจมูก ยามที่ตัวเองเอนศีรษะไปซบกับบ่ากว้าง


“.....ที่ไหนนะ”ผมเอ่ยถามขณะที่พยายามจะนึกภาพที่คุ้นเคยให้ออก กีต้าร์โปร่งที่วางอยู่บนโซฟา ขวดเบียร์ที่กลิ้งหลุนๆอยู่ตามพื้นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้นึกขึ้นได้หากแต่เมื่อเปิดประตูอีกชั้นเข้ามา กลิ่นอับของห้องที่ไม่ได้ทำความสะอาดลอยกระทบจมูก และหลังจากที่บานประตูห้องนอนปิดลง ผมก็เห็นภาพวาบหวิวของโปสเตอร์ที่แปะอยู่


“บ้านฉันเอง ปล่อยกลับไม่ได้หรอกนะ แบบนี้คุณน้าดุตายเลย”

“อื้อ...รู้แล้ว ร้อนชะมัด...”

“ใครใช้ให้ดื่มเยอะขนาดนั้นล่ะ คาเมะมอมเหล้าหรือไง?”

“หึ.....ถ้าหมอนั่นมอมก็คงไปมอมนายมากกว่ามั้ง...พ่อว่าที่นักร้องดัง....”พูดจบจินโยนผมลงบนเตียงสีมอซอ หมอนั่นมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก ดูจะหงุดหงิดงุ่นง่านเล็กๆเมื่อได้ยินประโยคที่ฟังดูเลอะเทอะ หลังจากนั้นไม่นานนักจินก็หายไปทิ้งให้ผมนอนปวดหัวบนเตียงนุ่มสกปรกๆตามลำพัง


ผมดื่มไปตั้งแต่เมื่อไหร่... และมากแค่ไหนกันนะ

รู้แค่ว่า อยากจะลืมคำถามที่มันหาทางออกไม่ได้ไปให้หมดเท่านั้นเอง


เสียงประตูปิดลงอีกครั้งโดยเจ้าของบ้าน ผมขยับตัวให้ชิดกำแพงเผื่อที่สำหรับอีกฝ่ายให้ขึ้นมานอนข้างๆกันเหมือนครั้งก่อน หากแต่จินไม่ได้ล้มตัวลงมา เขานั่งอยู่บนเตียงแล้วยื่นมือมาใกล้ วางผ้าเช็ดตัวชุบน้ำอุ่นๆลงบนหน้าผาก ก่อนจะค่อยๆไล้เช็ดตลอดทั่วใบหน้าให้ผมผ่อนคลาย


“แดงไปหมดแล้ว รู้ตัวหรือเปล่า?”

“อะไร?”

“ก็ทั้งหน้า ทั้งคอ... แล้วก็.....”เสียงทุ้มต่ำของจินเงียบหายไป ผมจึงค่อยๆปรือตาหนักๆขึ้นมามองอีกฝ่าย ดวงตารูปสวยของเพื่อนเก่าหรี่ลงขณะที่เนื้อของริมฝีปากล่างถูกขบเอาไว้ด้วยฟันขาวเรียงตัวสวย ผ้าที่เช็ดไล่อยู่บริเวณลำคอลากลงมาต่ำเรื่อยๆ ทาบทับผิวกายที่ร้อนฉ่าลงมาตามสาบเสื้อ ชายหนุ่มใช้เพียงปลายนิ้วสะกิดเท่านั้น ความเย็นวาบของอากาศภายนอกก็ลอยมาปะทะผิวกายที่ถูกปลดเปลื้องได้ไม่ยากเย็น


“.พี........”เสียงครางต่ำในลำคอนั่นบอกได้ดีถึงสิ่งที่อยู่ในความรู้สึก เราสบตากันโดยบังเอิญก่อนที่คาสโนว่าหนุ่มจะเป็นฝ่ายโน้มตัวลงมาตามสัญชาตญาณ 

นี่ผม....ทำอะไรอยู่กันนะ


“จิน...ฉะ.....ฉันเมาอยู่นะ....” ผมเอ่ยขึ้นเมื่อปลายจมูกอีกฝ่ายชิดกันจนเกินไป ดวงตากลมโตอยากจะเบือนหลบสายตาร้อนแรง หากแต่ผมกลับไม่อาจทำอะไรได้ดั่งใจราวกับถูกสะกดด้วยความหล่อเหลาและเซ็กส์แอพเพียลของบุรุษตรงหน้า จินตวัดลิ้นเลียกลีบปากแล้วใช้สายตาหยาบโลนมองมายังริมฝีปากอิ่มของผมด้วยความกระหาย


“นั่นไม่ใช่เหตุผลสักหน่อย....”

“นะ...นายจะฉวยโอกาสกับคนเมาอย่างนั้นเหรอ?”

“ฉันต้องแคร์หรือเปล่า? ถึงนายไม่เมา พี ฉันก็ไม่มีทางปล่อยให้นายรอดเป็นครั้งที่สองอยู่แล้ว....”จินพูดด้วยเสียงแหบพร่า ดวงหน้าราวเทพบุตรโน้มลงมาต่ำเรื่อยๆกระทั่งผิวเนื้อสัมผัสกัน 
ปลายจมูกที่เกลี่ยอยู่บนแก้มแดงไม่ได้ทำให้ผมใจเต้นเท่ากลีบปากที่ค่อยๆทาบทับลงมา หัวไหล่ทั้งสองข้างของผมถูกกดให้จมลงกับฟูกที่นอน ขณะที่ขายาวของจินกวาดขึ้นมาคร่อมผมให้อยู่ในอาณัติเต็มตัว


“....ขอโทษนะที่ต้องทำแบบนี้.. จะว่าฉันร้ายก็ได้ แต่ถ้าฉันกอดนายแล้ว....”เสียงนั้นกระซิบต่ำในลำคอ ลมหายใจร้อนเป่ารดใกล้กกหู ขณะที่มือหยาบค่อยๆไล่เฟ้นลงบนผิวกายสีน้ำผึ้งของผมช้าๆ แต่นุ่มนวล ก่อนจะพูดต่อ


“นายจะไม่กลับไปหาโทมะอีก... ใช่ไหม?”

“.......................”

“นายจะรู้สึกผิดกับหมอนั่นจนเจอหน้าไม่ได้อีกเลย.......ใช่ไหม?”

ภาพของชายหนุ่มที่จงรักภักดีกับตัวเองมาตลอดผุดขึ้น และนั่นเหมือนเรียกสติอันเรือนรางของผมให้กลับคืนมา ผมไม่ควรอยู่ที่นี่ ไม่ควรนอนใต้ร่างจินแบบนี้ และที่สำคัญ... 


ผมไม่ควรจะนอกใจโทมะเลยสักนิด


“จิน.. อย่า.....” เสียงของตัวเองเอ่ยห้ามพลางเบือนหน้าหนี ไหล่ที่ถูกกดเอาไว้ทำให้ผมทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากกำผ้าปูที่นอนไว้แน่น ปลายจมูกคมไล่ระตามผิวแก้มที่ผมเอนเอียงหนี ก่อนฟันขาวจะค่อยๆขบลงตามสันกรามสลับกับปลายลิ้นร้อนชวนให้ผมเคลิบเคลิ้ม 
ผมใช้หางตาตวัดกลับมามองอีกฝ่ายและเมื่อเห็นแววตาดุดันจ้องมองมาก็ต้องหลับตาลงมิด


“ฉันไม่ฟังนายหรอกพี.....” จินเอ่ยเสียงแข็ง ก่อนจะโอนผ่อนลงในประโยคถัดมา “ตราบใดที่นายไม่ห้ามฉันจริงจัง...” 
จากนั้นมือใหญ่ก็ช้อนเข้าระหว่างหมอนกับแก้มที่แนบลงบนผ้า บังคับให้ผมหันหน้ามารับจูบจากกลีบปากหยักนุ่มละมุนของอีกฝ่าย 
จูบแสนหวานที่ต่างต้องการกันและกันอย่างโหยหาไม่มีที่สิ้นสุด


ถูกของจิน ผมไม่ได้ห้ามอีกฝ่ายจริงจังเลยสักนิด...
นั่นเป็นเพราะเจ้าปีศาจที่แฝงอยู่ในอกลึกๆมันเรียกร้อง.. ผมโหยหาอ้อมกอดของจินเสมอมา
ความทรมานจากการเฝ้ามองแผ่นหลังอีกฝ่ายมาตลอด สุดท้ายก็ชนะผิดชอบชั่วดีที่ตัวเองควรจะมีให้มากกว่านี้

ผมรักจิน..
ไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานเท่าไรก็ตาม

ปลายนิ้วหยาบค่อยๆไล่แทรกเข้ามาในเรือนผม กดย้ำน้ำหนักให้ริมฝีปากของเราแนบบดคลึงกันมากกว่าเก่า ปากอิ่มของผมเผยอออกยามเมื่อรับรู้ถึงกล้ามเนื้อชื้นที่แตะเล็มโดยรอบ ก่อนจะรับปลายลิ้นนุ่มอีกฝ่ายให้เข้ามาตวัดตอดรัดในโพลงปากอย่างโหยหา 
ผมรู้สึกได้ถึงความรักและความต้องการที่ผสานมาจากลมหายใจที่ถ่ายทอด 
และมันก็ทำให้ผมมึนงงไปชั่วขณะ


“อึก...จิน.....” เสียงของตัวเองดูสั่นพร่าอย่างน่าอาย รสจากริมฝีปากของจินชวนเคลิบเคลิ้มเสมอๆทุกครั้งที่เราจูบกัน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นพร้อมๆกับจุมพิตเป็นสิ่งที่ผมไม่อาจจะเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดได้ ความเชี่ยวชาญของเพลย์บอยที่ฝึกฝนมาอย่างดีตั้งแต่สมัยมัธยม กำลังปลุกเร้าความต้องการเบื้องต่ำของผมให้ปะทุขึ้นมาอย่างง่ายดาย 
จูบที่ชวนให้ผมหลงละเมอ กับมือใหญ่ที่ซอกซอนไปตามเนื้อผ้าและปลดเปลื้องมันออกโดยที่ผมไม่ทันตั้งตัว 
กว่าที่ผมจะรู้สึกตัวอีกครั้ง จินค่อยๆดึงเสื้อที่หมิ่นเหม่ใกล้หลุดของผมให้ไหลลงไปกองข้างเตียงอย่างง่ายดายเสียแล้ว

เปลือกตากลมโตที่ปิดสนิทของตัวเองค่อยๆปรือเปิดขึ้นด้วยความประหลาดใจเมื่ออีกฝ่ายหยุดการกระทำเสียดื้อๆ จินใช้แขนข้างหนึ่งยันตัวขึ้นจากที่นอนแล้วลากสายตาไปตามแผ่นอกเปลือยเปล่า 
ผมรู้สึกวูบไหวอย่างประหลาด เมื่อพบว่าดวงตาดำขลับของจินมันวาวราวกับเสือที่กำลังจะตะครุบลูกกวางอยู่รอมร่อ


“....ฉันไม่เคยคิดเลยว่าผู้ชายอย่างนายจะสวยงามได้ขนาดนี้......” จินพูดทั้งปากและสายตาจนผมรู้สึกร้อนวูบวาบบริเวณปรางค์แก้ม ผมพยายามเบือนหน้าหลบสายตาแม้จะรู้ว่ามันทำได้ยากยิ่งก็ตามที


“อึก....” และเพียงแค่ละสายตาจากจินไปครู่เดียวเท่านั้น ปลายลิ้นร้อนของอีกฝ่ายก็แตะลงละเลงบนยอดอกสีระเรื่อให้ผมต้องกัดปากระงับเสียงที่เล็ดลอดออกมา น้ำลายเหนอะไล้ไปตามผิวเนื้อ ตวัดเล้าโลมดุนดันจนยอดอกสีฉ่ำเปียกชุ่มแข็งเป็นไต ขณะที่มืออีกข้างเคลื่อนไล้ลงต่ำ กระตุกเข็มขัดหนังไล่ไปจนถึงกระดุมกางเกงจนมันหลุดพ้นออกจากร่างกายจนเหลือเพียงผิวเนื้อนวลสะท้อนกับแสงไฟ ให้สายตาคมจับจ้องเป็นอาหารตา


“อ๊ะ.....” ผมอุทานขึ้นมาเมื่ออาคานิชิละริมฝีปากออกจากแผ่นอกลงต่ำ เรียวขาของตัวเองถูกมือหยาบบังคับให้รั้งขึ้นตั้งชันไปกับเบาะแล้วใช้ข้อศอกดันแยกออกเผยให้เห็นสัดส่วนที่น่าละอายเต็มสองตา ก่อนใบหน้าคมจะก้มลงบริเวณหว่างขาเปลือยเปล่าให้ผมเบิกตาขึ้นกว้าง เพราะนอกจากฝ่ามืออุ่นที่ประคองร่างกายที่ไม่เคยให้ใครได้สัมผัสแล้ว ปลายลิ้นร้อนดุจเปลวเพลิงก็รุกเร้าโลมเลียร่างกายไปมาจนขาของผมกระตุกสั่นไหว 
ผมยกมือข้างหนึ่งขึ้นมาปิดปากที่เม้มสนิทเอาไว้กลั้นเสียงอื้อฉาว อีกทั้งหมายให้มันบดบังใบหน้าที่เหยเกบิดเบี้ยวไปตามแรงตัณหาอันร้อนเร่าซึงประทุขึ้นมาจนไม่อาจควบคุมตัวเองได้ต่อไป 


....ช่างน่าอับอายเหลือเกิน...


ยิ่งเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นปากสีคล้ำของชายหนุ่มดูดกลืนส่วนนั้นอย่างไม่รังเกียจ ขณะที่แววตาคมกลับจับจ้องใบหน้าของผมราวกับจะไม่ยอมเสียเวลากระพริบตาเลยสักวินาทีกำลังแผดเผา ผมยิ่งรู้สึกราวกับอยากจะหายตัวจมไปในเบาะที่นอนเสียให้รู้แล้วรู้รอด 


“เรียกชื่อฉัน....พี.......” เสียงนั้นกระซิบพร่าตอนที่ละริมฝีปากออกจากเอ็นเนื้อที่เริ่มชาหนึบจนมีหยดน้ำเหนียวข้นไหลออกมาส่วนปลายเพียงเล็กน้อยก่อนจะก้มลงไปดูดกลืนเรือนร่างต่อ
ผมส่ายหน้ารัว... ใครจะยอมทำเรื่องน่าอายแบบนั้น ให้จินแทะเล็มร่างกายของตัวเองแล้วจะให้ครางเสียงกระเส่าด้วยชื่อของอีกฝ่ายอย่างนั้นน่ะหรือ...??

ผมไม่มีทาง ไม่มีทางทำเด็ดขาด!


“อ๊ะ......” แต่ดูเหมือนคาสโนว่าหนุ่มจะมีวิธีของตัวเอง เพราะเมื่อผมส่ายหัวดิกเท่านั้น ปลายนิ้วที่ถูกซ่อนเอาไว้ด้านหลังก็กดสอดเข้ามาภายในให้ผมสะดุ้งสุดตัว ขาที่ยกชันอยู่ยิ่งกระตุกสะท้าน ด้านของมือที่ใช้ปิดปากอยู่เมื่อครู่ ผวาเลื่อนลงมาจิกผ้าปูที่นอนเอาไว้แน่น 


“พี....ครางออกมา”จินเอ่ยเร่งเร้า ถึงแม้ประโยคนั้นจะออกมาในรูปแบบของคำสั่ง หากแต่ด้วยน้ำเสียงและแววตาที่มองมากำลังบอกผมว่ามันคือประโยคร้องขอ 
ผมค่อยๆหลับตาลงเมื่อปลายนิ้วที่สอดแทรกอยู่ภายในขยับเบาๆ ก่อนเพิ่มจำนวนในช่องทางที่รัดรึงจากหนึ่งเป็นสอง ดันเข้าเป็นจังหวะไม่เร่งรีบพลางดึงออกให้ผมเผลอไผลไปกับความรัญจวนที่หมุนคลึงอยู่ภายใน


“อึก.........จะ...จิ...น.....อา...” สุดท้ายความรู้สึกสะท้านที่แล่นริ้วจากด้านหลังบีบแน่นในอกให้หัวใจสั่นไหว ผลักดันให้ตัวเองเผยอกลีบปากครวญครางออกมาโดยไร้ซึ่งความเขินอาย ส่ายสะโพกไปตามแรงขับเคลื่อนจากฝ่ามือ และตอดรัดสองนิ้วที่ดุนดันเข้าออกราวกับจะบอกว่าผมชอบให้มันขยับเช่นนั้น... 
และต้องการจะรู้สึก 

...รู้สึกให้มากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว


“ฮะ....อ๊ะ..อ๊ะ..!” และกิริยาของตัวเองที่ร่ำร้องดูเหมือนอีกฝ่ายจะอ่านมันออกด้วยประสบการณ์ จินเร่งจังหวะกระแทกเข้ามาจนผมต้องเผยอปากกรีดร้อง ผมได้ยินเสียงลมหายใจฟืดฟาดของอีกฝ่าย ทว่ามันช่างเบาเหลือเกินเมื่อเทียบกับตัวเอง กระทั่งกลีบปากคล้ำแนบลงมา ดูดดึงสัมผัสให้เสียงลมหายใจหอบกระชั้นของทั้งคู่เงียบลง เปลี่ยนแปลงเป็นเสียงจ๊วบจ๊าบของกลีบเนื้อผสมกับน้ำลายฟัดกันนัวอยู่นานนับนาที


โลกหมุนเคว้งไปหมด มันยิ่งกว่าตอนที่ผมกระดกเบียร์เหยือกกว่าๆเมื่อตอนหัวค่ำเสียอีก


ทว่าห้วงอารมณ์ที่ผมดำดิ่งไปสู่ความเคลิบเคลิ้ม ความอึดอัดครั่นเนื้อตัวก็แล่นปราดขึ้นมาเมื่อเรียวนิ้วที่สอดแทรกอยู่ภายในถอนตัวออก ผมกระพริบตาถี่ๆสองถึงสามครั้งไล่หยาดน้ำที่ฉ่ำอยู่ใต้เปลือกตาพร้อมกับพยายามเรียกสติรวบรวมความรู้สึกหลายๆอย่างที่ประดังประเดเข้ามาจนแยกไม่ออกให้กลับมาอีกครั้ง ทั้งหวั่นใจ อับอาย สุขสม แม้กระทั่งรู้สึกผิด จนเสียงซิปกางเกงเลื่อนครูดลงของอีกฝ่ายดังขึ้น ผมที่รู้ตัวดีว่ากำลังจะเกิดอะไรเป็นลำดับต่อไปก็รีบถดตัวหนีด้วยความหวาดกลัว กระนั้น ก็ยังไม่ทันแขนแกร่งที่รวบเอาท่อนเอวบางยึดแน่นไม่ให้ขยับหนีไปไหน 
แกนเนื้อแข็งขึงที่ขยายขนาดจนน่าเป็นกังวลถูกดึงขึ้นมาเหนือบอกเซอร์ พร้อมกันกับสะโพกหนาขยับแทรกสู่กึ่งกลางหว่างขาจนร่างกายเปลือยเปล่าของเราแนบชิดกัน


“ไม่เป็นไรพี.... ฉันจะทำเบาๆ” ถึงเสียงนั้นจะกระซิบต่ำให้ผมอุ่นใจ ทว่าทั้งขนาดของมันและความสัมพันธ์ที่เลยเถิดขึ้นทุกขณะกลับทำให้ผมส่ายหน้าระวิง กลีบปากอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นเป็นเหตุให้จินต้องโน้มตัวลงมาจูบปลอบประโลมเหนือหน้าผาก แล้วไล่สันจมูกโด่งรั้นซุกไซร้เรื่อยลงมาตามลำคอให้ผมวางใจเหมือนลูกแมวถูกเกาคอ

สัมผัสที่ทาบทับลงมา ทำให้หัวใจผมเต้นช้าลงกว่าเดิมเล็กน้อย
และเมื่อกลีบปากชื้นบรรจงมอบจุมพิตเบาๆให้ผมอุ่นใจ ตัวเองก็เผลอไผลลืมเรื่องที่กังวลไปเสียสิ้น


“จะ....จิน...” ผมเอ่ยเรียกชื่อผู้ชายตรงหน้าอย่างไร้เหตุผล มือเล็กค่อยๆยกขึ้นโอบรอบคอชายหนุ่มเบื้องบนแล้วซุกหน้าลงบนลาดไหล่กว้าง ดวงตากลมหลับเกร็งแน่นเมื่อร่างกายแข็งขืนและร้อนผ่าวของอีกฝ่ายดุนดันอยู่ด้านหลัง บั้นท้ายกลมกลึงถูกนวดเฟ้นด้วยมือหยาบก่อนจินจะค่อยๆจับแยกมันออกให้กว้าง และค่อยๆแทรกตัวเข้ามา


“อึก....จะ..เจ็บ...อะ...อ๊า!!!” ดวงหน้าหวานของตัวเองสะบัดขึ้นกรีดร้องเมื่อร่างกายถูกชำแรก ช่องทางที่ไม่เคยมีผู้ใดรุกล้ำราวกับกำลังฉีกขาด ผมไม่อยากจินตนาการไปถึงท่อนเนื้อสีทะมึนนั่นเลยสักนิดว่ามันสามารถแทรกตัวเข้ามาได้อย่างไร ทว่า อีกฝ่ายก็ยังสามารถดันทุรังสอดใส่เข้ามาจนสุด


“อึก.....เจ็บ...จิน.....ฮึก...” น้ำใสไหลเอ่อตรงสองขอบตาอย่างเกินหักห้าม ผมรู้สึกร้าวระบมราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ซึ่งในจุดนี้ จุมพิตบริเวณหน้าผากจากริมฝีปากหยุ่นของจินก็ไม่อาจช่วยบรรเทาได้เลยแม้แต่น้อย


“ยะ..อย่าเกร็งคนดี...” จินกระซิบบอกผมรอดไรฟันที่ขบกันแน่นจนกรามสั่น 
ผมรู้สึกถึงผิวหนังที่ตอดรัดซึ่งกันและกันทุกทีตามจังหวะการเต้นของหัวใจ ยิ่งหัวใจของจินเต้นแรงแค่ไหน ภายในก็ยิ่งเหมือนถูกปลุกเร้าด้วยท่อนเนื้อที่เสียดสีกับผนังจนผมทรมานแทบทนไม่ได้ ขาเรียวถูกมือหนาช้อนดันขึ้นสูงจนเข่าชนเข้ากับแผงอก จากนั้นจินก็กดสะโพกลงมา แทรกตัวลึกจนผมจุกไปทั่วสรรพางค์กาย แล้วถอนตัวออกช้าๆ ก่อนจะกดย้ำเหมือนเดิมใหม่อย่างใจเย็น


“อึก...อื้อ...จิน.....”

“เรียกอีก...พี...เรียกชื่อคนที่นายกำลังกลืนกินเข้าไปดังๆ.....” จินยังคงคำรามรอดไรฟัน อารมณ์ดิบซ่านถูกผลักดันให้ขึ้นสูงเสมอเหมือนสิ่งเสพติด 
จังหวะขยับโยกค่อยๆเกิดขึ้นจากช้าเนิบนาบ และเร็วถี่ขึ้น ผมหลับตาแน่นเมื่ออีกฝ่ายขย่มโยกเรือนกายอัดกระแทกเข้าไปสุดลำให้ผมกระตุกไหว 
ความรู้สึกอิ่มเอมถูกเติมเต็มก่อนที่จะโหยหามากขึ้น และมากขึ้น 
แรงเสียดสีภายในยิ่งทำให้ผมคลั่ง คลั่งมากกระทั่งหลงลืมความรู้สึกแสบที่สะโพกยามหน้าขาของจินกระทบเป็นจังหวะ 
มือบางพยายามไขว่คว้าขยี้ขยำผ้าปูเตียงเพื่อระบายความเสียวซ่านที่แล่นริ้วยามถูกกระแทกแกนกายด้วยน้ำหนักที่ถี่เร็วขึ้นทุกลมหายใจ


“บอกสิ... พี...อา.....นาย เป็นของใคร” เสียงทุ้มเอ่ยถาม สลับกับเสียงครางต่ำในลำคอ ผมไม่อาจลืมตาขึ้นมาสบตากับคนเบื้องบนได้ จึงได้แต่ครางเรียกชื่ออีกฝ่ายราวกับจะช่วยบรรเทาความทรมานที่แล่นริ้วจนหัวใจสั่นพร่า

“จ...จิน....”หากแต่อีกฝ่ายกลับไม่หยุดแค่นั้น จินถามซ้ำด้วยคำถามที่ทำให้ผมมึนงงยิ่งกว่าเก่า“...ใคร...อา....นายเลือกใคร...” 

สะโพกหนาจงใจถอยหนีออกห่าง ก่อนจะกระแทกตัวพรวดพราดเข้ามาให้ผมผวาเรียกชื่อชายหนุ่มพร้อมกระตุกผ้าปูที่นอนให้หลุดติดมือขึ้นมา “...อ๊ะ....จิน......อา....”

ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังสั่นไหวไปทั่วร่าง ความร้อนรุ่มใช่สุมเพียงในอก มันกำลังกลั่นออกมาเป็นหยาดเหงื่อบริเวณรอบไรผม ใบหน้าของตัวเองคงมันวาวเพราะกิจกรรมที่ร้อนผ่าว จินกระซิบเสียงเบาพลางเน้นสะโพกลงมาเป็นจังหวะ

“เป็นของฉัน เป็นคนของฉันคนเดียวนะ....ให้ชั้นได้ทำ แบบนี้...อา....แบบนี้... แล้วก็...แบบนี้กับนาย....”เสียงนั้นเงียบหายไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อแหบต่ำ“แค่คนเดียว.....”

“อ๊า...จิน....อืก......”ปากอิ่มเผยอครางเรียกชายหนุ่มเบื้องบน ลืมหมดสิ้นซึ่งความเขินอายที่เคยมีในเมื่อนาทีนี้ผมไม่อาจควบคุมสิ่งที่ร่างกายร้องขอได้อีกต่อไป 

ผมอยากให้ร่างกายกำยำสอดใส่เข้ามาให้มากกว่านี้รุนแรง...มากกว่านี้

“พี.........” หากแต่อีกฝ่ายกลับประวิงเวลา แม้ช่องทางของผมจะตอดรัดราวใกล้ขาดใจ จินถามผมเสียงต่ำเป็นประโยคสุดท้าย “รู้สึกกับฉันยังไง.....”

และนั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมลังเลจะตอบเลยสักนิด ความจริงเด่นชัดแน่นในอก สุมทรวงตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่ตัวเองอยากจะระบายมาเนิ่นนาน ผมกอดคอชายหนุ่มให้ก้มลงมาชิดมากขึ้นและนั่นยิ่งทำให้ร่างของจินกดเรียวขาแนบกับแผ่นอกมากกว่าเดิม ตอบอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ

“....ฉันรักจิน...”

อาคานิชิยิ้มที่มุมปากตอนที่ผมลืมตา เขาก้มตัวลงมาจูบที่ปากแดงอีกครั้งก่อนจะกระซิบบอกด้วยความพึงพอใจ“ดีมาก....เด็กดี....อะ...อา...”

พูดจบชายหนุ่มก็กระทั้นสะโพกเร่งจังหวะเข้าหาช่องทางอันแสนอุ่นนุ่มก่อนจะกระชากแขนของผมขึ้นแรงให้เซถลาลุกจากเตียงมานั่งซ้อนตัก มือใหญ่จับบั้นเอวคอดของผมกดเข้าสวนทางกับท่อนเนื้อที่กระแทกเข้าไป 
สติที่พึงมีลบเลือนไปขณะที่ผมถูกจับโยกจนหัวสั่นหัวคลอน 
ผมต้องการจิน....ต้องการแค่จินคนเดียวเท่านั้น


“อ๊ะ...อ๊า....” เสียงกรีดร้องครางขึ้นพลางสะบัดใบหน้าจนเม็ดเหงื่อสาดกระเซ็น ปลายเท้าที่คร่อมผ่านหน้าตักหนาจิกกับผืนเตียงแล้วส่งแรงดันให้ขยับขึ้นลงกระแทกสวนทางอีกฝ่ายเพื่อเติมเต็มซึ่งกันและกันให้ตรงกับจุดกระสันซ่าน 
เร่งเร้าให้พาห้วงอารมณ์ลอยละล่องไปตามใจปรารถนา


“จิน....อือ….” ผมครางเครือเรียกชื่ออีกฝ่ายเมื่อถูกพาทะยานขึ้นสูง ช่องทางด้านหลังตอดรัดแกนเนื้อของจินรุนแรงและเร็วถี่ 
ผมวางมือตัวเองเกาะบนบ่าจินไว้เสียแน่นพลางกัดกลีบปากล่างระงับอารมณ์ที่พร้อมจะปลดปล่อยออกมาเมื่อตัณหาเดินทางถึงฝั่งฝัน


“พี..ฉัน..อึก...รักนาย...ฉันรักนาย” จินเอ่ยออกมาเสียงสั่น ผิดกับมือหยาบที่จับสะโพกเล็กไว้มั่นสวนทางลงมากับร่างกายที่สอดลึกจนสุดตัวอย่างรุนแรงสองสามครั้ง ก่อนจะเกร็งสะท้านปลดปล่อยหยาดน้ำแห่งความสุขเข้ามาเป็นสายพร้อมกับผมที่กระตุกกายสั่นปลดปล่อยลงมาเต็มหน้าท้องของตัวเองและชายหนุ่มจนเปียกแฉะ 

เสียงหอบหายใจดังกึกก้อง เหงื่อไคลไหลโทรมกายแม้ในห้องจะไม่ได้เปิดฮีทเตอร์ให้อุณหภูมิอุ่นลงก็ตาม 
ทั้งสองร่างของเรายังคงสั่นไหว กลิ่นคาวของเลือดเพิ่งลอยคละคลุ้งมาเตะจมูกให้ผมรู้ตัวว่าร่างกายของตัวเองเกิดบาดแผลขึ้นจากกิจกรรมครั้งแรกเข้าเสียแล้วก่อนจะซบศีรษะลงบนลาดไหล่และทบทวนซ้ำๆว่า ผมทำอะไรลงไป...

จินจูบซ้ำๆลงบนเรือนผมที่เปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ ก่อนจะค่อยๆดันผมให้เอนตัวลงนอนราบกับพื้นเตียงอีกครั้ง จากนั้นก็ล้มตัวลงนอนข้างๆกัน 
ชายหนุ่มยังคงใช้ปลายจมูกซุกไซร้ไปตามเรือนผมและกกหู พลางประคองกอดผมอย่างทะนุถนอมไว้ด้วยสองแขนอย่างอบอุ่น ขณะที่ผมเองกลับนอนแน่นิ่งลืมตาขึ้นมองฝ้าเพดานอย่างเลื่อนลอย


ผมให้ชายอื่นกอดไปแล้ว...
ครั้งแรกที่แสนจะหวงแหนนักหนา สุดท้ายก็ยินยอมอีกฝ่ายง่ายๆเหมือนผู้ชายชั้นต่ำ

ขืนเป็นแบบนี้ พรุ่งนี้ผมจะทำยังไงต่อไป...

จริงอย่างที่จินพูดทุกอย่าง... ผมจะมีหน้าไปเจอโทมะได้ยังไง....
แต่ที่สำคัญมากกว่านั้น... ผมกับจิน จะมองหน้ากันได้ในฐานะอะไร...


คำถามที่ประดังประเดเข้ามาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดกำลังทำให้ผมเวียนหัว ไม่มีวินาทีไหนเลยที่ใช้ร่วมกับจินแล้วผมไม่ต้องมีคำถามว่า วันนี้ พรุ่งนี้ ต่อไป จะทำยังไง...

ผมคิดเรื่องของจินมากเกินไป..

มาก... จนหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ว่าทำไมต้องคิดแต่เรื่องของจินตลอดเวลาอย่างนี้...


ไม่สิ... อันที่จริงผมรู้คำตอบของมันดีอยู่แล้ว หากแต่ไม่อยากจะยอมรับต่างหาก...


ผมรักจิน จนไม่อาจละทิ้งเรื่องใดๆระหว่างเราได้เลย... สักเรื่องเดียว



แม้ว่าที่... ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเรา จะเต็มไปด้วยอุปสรรคและขวากหนาม ก็ตาม






THE END OF PART

2011/Jun/29

Sassy boy:: 
Main Cast:Kamenashi-Yamashita
Authors: nishi
Type: Romantic Drama
Part: END

 

**************
************




“รออะไรอีกวะ....”

เสียงทุ้มของชายหนุ่มเอ่ยขึ้น สองแขนยกกอดอกเอาไว้พลางทอดสายตาลงต่ำไปยังเพื่อนสนิทที่ก้มหน้าก้มตากับกองเอกสารบนโต๊ะกระจกโดยไม่สนใจจะเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย ปลายคิ้วโก่งของคาเมนาชิขมวดเข้าหากันก่อนจะเอนตัวใช้แผ่นหลังเรียบพิงกับเบาะหนังชั้นดีจนมันยุบไปตามน้ำหนักที่ถ่ายเท ทว่าสายตาก็ยังไม่ละออกมาจากเอกสารงานตรงหน้าที่หยิบติดมือขึ้นมาด้วย

“....เพิ่งสัปดาห์เดียวเอง ถ้ารีบไปอายะจะเสียหาย ฉันกับโทโมะก็จะแย่ไปด้วย ท่านทูตไม่มีทางยอมหรอกถ้าฉันเป็นฝ่ายพูดออกมาเรื่องหย่า”

“ก็รู้ว่าแต่งแล้วหย่ายาก แล้วจะแต่งไปทำไมล่ะวะ?”

“ก็ยัยอายะเล่นไปฟ้องพ่อว่าฉันล่วงเกินไปแบบนั้นนี่นะ เรื่องหน้าที่การงานก็สำคัญไม่ใช่หรือไง? ยังไงฉันก็ต้องรับผิดชอบเพื่ออนาคตของตัวเองและครอบครัวนะ ฮายามิ”

เสียงทุ้มของชายหนุ่มเงียบลงเพียงครู่หนึ่งก่อนจะวางเอกสารลงบนโต๊ะหลังจากอ่านเรียบร้อยแล้วเซ็นชื่ออนุมัติตรงท้ายกระดาษ ชายหนุ่มใสเสื้อเชิร์ตแขนยาวผูกเนคไทค์ยืดตัวตรงคู่หนึ่งก่อนพูดต่อ

“อีกอย่าง... ใครจะไปคิดว่าเด็กนั่นจะปีกกล้าขาแข็งขึ้นมา.. ก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นจะมีทีท่าจะตีจากกันจริงๆ”

“นั่นก็เพราะก่อนหน้าเรื่องแต่งงานจะเข้ามานายให้ความสำคัญกับยามะพีมากกว่าอายะน่ะสิ หมอนั่นก็คงคิด ว่านายจะเขี่ยเขาทิ้งในวันนึงจริงๆ”

“ฉันดูเป็นแบบนั้นหรือไง?”

“ไม่รู้สินะ ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจความคิดของยามะพีเสียด้วย”

ฮายามิตอบพลางโคลงหัวไปด้วย แล้วยกข้อมือขึ้นมาดูเวลาที่นาฬิกาเครื่องใหม่

“เห็นทีต้องไปรับอายะแล้ว เย็นนี้นายจะไปรับเด็กนั่นเองใช่มั้ย?”

“จะไปที่ไหนกันล่ะ?”

“ไม่รู้สิ แล้วแต่ยัยนั่น ช่วงนี้ก็พยายามไปเปิดหูเปิดตาตามห้างสรรพสินค้าดังๆให้เป็นข่าวอยู่ ถูกโฟกัสมาที่อายะมีคนอื่นคงดีกว่าเป็นข่าวตอนหย่าว่านายกลับไปคั่วเด็กที่อุปถัมป์แหละ จริงมั้ย?”

โมโคมิจิเอ่ยพลางหยิบบุหรี่รสมินต์ขึ้นมาสูบ คาเมนาชิเงยหน้าจากกองเอกสารขึ้นมาเพียงเล็กน้อยแล้วพึมพำในลำคอ หากแต่เด่นชัดในน้ำเสียง

“...ขอบใจนะที่ช่วยทุกๆอย่าง...”

“ก็ไม่เชิงว่าช่วยหรอกนะ....” ฮายามิพูดพลางเสยผมไปด้านหลัง ริมฝีปากยังคงคาบส่วนปลายของมวนบุหรี่เอาไว้แน่น “เรามีผลประโยขน์ต่อกันและกันนี่นะ ไปล่ะ อย่าไปรับหมอนั่นเลทเชียว เดี๋ยวได้หนีไปซนที่อื่นอีกตามเคย”

โมโคมิจิทิ้งประโยคเตือนเอาไว้ขณะที่คาเมนาชิยกมือขึ้นลา กลีบปากบางกดยิ้มน้อยๆขณะที่กลับมาสนใจกับเอกสารงานมากมายที่กองอยู่เต็มหน้าตักต่อ...
ช่วงนี้เขาจริงจังกับหน้าที่การงานมากขึ้นและทำมันอย่างเต็มที่มากกว่าเมื่อก่อนหลายเท่าตัวนัก เพียงเพราะอยากจะจัดการธุระให้เสร็จแล้วใช้ชีวิตเรียบๆอยู่กับยามะพีแบบไม่ต้องกังวลอะไรให้ได้มากที่สุด
เด็กนั่นก็เหลือเกิน ผ่านมาเป็นสัปดาห์แล้วก็ยังไม่ยอมพูดจาดีๆกับเขาอยู่ได้
คิดจะใจแข็งไปถึงเมื่อไหร่กัน..



พอร์ชสีดำขลับคันเดิมที่เดี๋ยวนี้นักศึกษามหาวิทยาลัยTเห็นมันเป็นประจำยังคงจอดเทียบท่าตรงที่เดิมของมันอย่างสงบนิ่ง สารถีคนขับภายในรถก็เช่นกัน ชายหนุ่มสวมแว่นกันแดดสไตล์วัยรุ่นจ๋าหากแต่เสื้อผ้าหน้าผมกลับถูกตบแต่งให้ดูภูมิฐาน ภายใต้ใบหน้านิ่งเรียบของรัฐมนตรีหนุ่มไฟแรงจับจ้องมายังอาคารเรียน เมื่อเห็นร่างเล็กของใครบางคนยิ้มแย้มท่ามกลางกลุ่มเพื่อนแล้วสีหน้านิ่งเฉยก็แต้มไปด้วยความรู้สึกอิ่มเอมขึ้นมาเล็กน้อย

“เอ๊ะ? เดี๋ยวนี้ขับรถมารับเองทุกวันเลยเหรอ?”

นากามารุเอ่ยกระซิบ ให้ดวงตากลมโตสุกใสกวาดไปมองยังที่ประจำของรถหรูราคาแพงแล้วโคลงหัว

“ว่างจัดล่ะมั้ง”

“แค่นั้นจริงๆเร้อ? เขาดูจริงจังกับนายมากกว่าเมื่อก่อนเยอะเลยนะ”

“เพ้อเจ้อน่ะ ทัตสึยะ แค่ขับรถมารับทุกวันนี่ดูจริงจังมากกว่าเมื่อก่อนตรงไหน”

โทโมฮิสะกล่าวขณะที่เดินทอดน่องให้ช้าลง เจ้าของร่างบอบบางของอุเอดะ คู่สนทนาเมื่อครู่ขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างใช้ความคิด

“ทั้งๆที่แค่รับจากมหาลัยกลับไปส่งที่บ้านจะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆที่ได้เจอกัน แต่หมอนั่นก็ยอมเสียเวลาขับรถไปขับรถมาเนี่ยนะ ถึงจะว่างขนาดไหนก็คงไม่เป็นแบบนี้ได้ทุกวันหรอก นี่มันเป็นสัปดาห์แล้วนะ”

“พูดเหมือนอยู่ข้างเดียวกันกับคาเมนาชิเลยนะ อุเอดะ”

โทโมฮิสะค่อนขอดเพื่อนยกใหญ่ก่อนจะโบกมือลาทุกคนในช่วงเวลาสั้นๆ เรียวขาเล็กเดินนวยนาดไปยังรถที่ยังติดเครื่องอยู่อย่างรู้งานแล้วแทรกตัวเข้าไปนั่งข้างคนขับอย่างว่าง่าย

“ไม่มีธุระบ้างหรือไง ผมนั่งรถไฟกลับกับพวกยูอิจิก็ได้”

โทโมฮิสะหมายถึง นับตั้งแต่คืนนั้น ตัวเขาเองที่ออกมาจากคอนโดริมแม่น้ำและเชิดหน้ากลับไปบ้านที่ยังต้อนรับเขาด้วยความอบอุ่นเสมอ แม้วันต่อมาคาเมนาชิจะตามไปหงุดหงิดที่บ้านที่พวกเขาเช่าอยู่ด้วยกันบ้าง แต่สุดท้ายเมื่อเจอน้ำเสียงเย็นชาและแววตาเรียบนิ่งคาซึยะก็เป็นฝ่ายล่าถอยกลับไป
คงทำอะไรไม่ได้ ขืนเอาแต่ใจตัวเองเหมือนเมื่อก่อน ก็รังแต่จะทำให้โทโมฮิสะเกลียดเป็นเท่าตัว
กลีบปากบางของรัฐมนตรีหนุ่มจึงนิ่งสนิท ไม่โต้เถียงอีกฝ่ายให้บั่นทอนจิตใจซึ่งกันและกันมากไปกว่านี้

“อยากกินอะไรก่อนกลับหรือเปล่า?”

“ผมจะกินหม้อไฟกับที่บ้านนั้น”

“กินกับเพื่อนอีกแล้วเหรอ? ช่วงนี้เราไม่ได้ออกไปเดทด้วยกันนานแล้วนะโทโมฮิสะ”

“.........”

“จำสเต๊กเนื้อแกะที่ไปกินด้วยกันที่โรงแรมNได้ไหม? ที่เราไปฉลองครบรอบเดือนแรกด้วยกันน่ะ ชอบหรือเปล่าที่นั่น”

“ผมอยากกลับบ้าน”

“ใช้เวลากับฉันแค่อาหารมื้อเดียวไม่ขาดใจหรอกมั้ง หรือว่าอยากจะไปบ้านพักตากอากาศที่เราไปด้วยกันตอนนั้นอีก?”

คาซึยะพูดด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ขณะที่ยังคงหมุนพวงมาลัยรถไปตามเส้นทางออกห่างจากทางกลับบ้านเรื่อยๆ และนั่นทำให้ตุ๊กตาหน้ารถกระแทกตัวกับเบาะด้วยอารมณ์หงุดหงิด

“จะมารื้อฟื้นความหลังบ้าบอพวกนั้นทำไม คุณก็รู้ว่าผมไม่ได้ต้องการ”

“งั้นก็บอกมาสิว่าอยากกินอะไร จะได้พาไปถูก ฉันเองก็ไม่ชำนาญเรื่องพวกนี้หรอกนะ” 

รัฐมนตรีหนุ่มกระแทกลมหายใจออกมาแรงเมื่อยามะพียังคงปั้นปึ่งใส่ไม่เลิก

“ซื้อฟูดคอร์ดกินก็ได้ แค่กินๆแล้วก็กลับใช่มั้ยล่ะ”

“ทำตัวให้มันดีหน่อยไม่ได้หรือไง? เลิกโยเยสักทีได้ไหม?”

คาซึยะถามด้วยน้ำเสียงโทนต่ำ มันเรียบนิ่งแต่แฝงไปด้วยความไม่พอใจอยู่หากแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ยามาชิตะสนใจ ดวงหน้าหวานเบ้ปากแล้วทอดสายตามองออกไปนอกรถ ทั้งๆที่รู้ดีว่าคาซึยะกำลังพยายามสบตาผ่านกระจกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

คาเมนาชิก็ยังคงเป็นคาเมนาชิอยู่วันยังค่ำ ใจเย็นได้แป๊บเดียวก็กลับมาใจร้อน ดุใส่เขาอีกแล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นที่ยามะพีจะปั้นปึ่งใส่...
เรื่องของเรื่องมันอยู่ที่ใบกระดาษอิสรภาพของคาซึยะต่างหาก ที่เป็นเรื่องสำคัญ
โทโมฮิสะไม่ได้ต้องการให้คาเมนาชิเปลี่ยนอะไรเลย เพราะเขารักทุกอย่างที่คาซึยะเป็น ผู้ชายใจร้อน ขี้หึงไร้เหตุผล ผู้ชายที่นึกจะเอาใจเขาอย่างไม่ให้ตั้งตัว หรือแม้แต่ ผู้ชายที่สุดเหวี่ยงบนเตียงนอน
ฟันคมขบริมฝีปากล่างแผ่วเบาเมื่อใช้ความคิดมาถึงตรงที่ว่า มันยากเย็นนักหรือกับแค่ใบหย่าที่จะยืนยันว่าคาซึยะรักเขาจริงๆ...
แต่แล้วสัมผัสอ่อนนุ่มของฝ่ามือใหญ่ก็วางแปะลงบนหัว โทโมฮิสะเห็นจากเงาสะท้อนว่าคาซึยะถือพวงมาลัยรถด้วยมือเพียงข้างเดียวขณะที่สายตามองทอดออกไปเบื้องหน้าของถนนทอดยาว

“.....ถ้ายังไม่ตัดสินใจจะพาเข้าบ้านใหญ่แล้วนะ”

“บะ...บ้านใหญ่อะไรกัน?”

“ไปที่บ้านเลยละกัน ไม่อยากรอนายตอบแล้ว โทรไปบอกยูอิจิด้วยว่าวันนี้จะไม่กลับ พวกนั้นจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”

โทโมฮิสะขมวดหัวคิ้วเข้าหากัน เรื่องบ้านใหญ่อะไรนั่นไม่เห็นคาซึยะจะเคยพูดถึง แล้วอยู่ๆจะมาเอาแต่ใจบังคับอะไรเขาอีกแบบนี้ มันไม่เกินไปหน่อยหรือยังไงกัน

“ผมไม่ไป.... ไม่ค้างด้วย คุณไม่มีสิทธิมาบังคับ”

“ฉันก็แค่อยากเปิดตัวคนที่ฉันรักกับครอบครัวเท่านั้นเอง พอเรื่องหย่าเสร็จสิ้นจะได้ไม่ต้องอธิบายให้มากความว่าทำไม”

“จะเอาผมไปเป็นคำแก้ตัวอย่างนั้นหรือ?”

“มันเรื่องจริงต่างหากโทโมะ ที่ฉันจะหย่าก็เพราะว่าฉันรักนาย ไม่ได้รักอายะ ไม่เห็นจะเป็นคำแก้ตัวตรงไหน”

คาเมนาชิพูดออกมาอย่างไม่รู้สึกกระดาก ดวงตาคมยังคงจับจ้องไปเบื้องหน้าสงบ ขณะที่โทโมฮิสะกลับเป็นฝ่ายวูบไหวในประโยคที่บอกเขาว่าไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ใบหน้าหวานค่อยๆก้มต่ำลง ให้ดวงตาคมที่จ้องผ่านกระจกรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเขินอาย

“.....ทำตัวให้ดีๆหน่อยล่ะโทโมฮิสะ นายเป็นคนแรกที่ฉันพาเข้าพบผู้ใหญ่”

ถึงแม้จะแต่งงานอย่างถูกต้องตามกฏหมายกับทาเดมารุแล้วก็เถอะ คณาญาติต่างรู้กันดีว่าภรรยาของคาซึยะเป็นใคร แต่ที่หลายคนยังสงสัยครามครันอยู่ในใจคือเพราะเหตุใดชายหนุ่มจึงไม่พาเจ้าสาวเข้ามาสนิทสนมกับผู้ที่ถือเป็นคนฟูมฟักเลี้ยงดู ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆหลังจากพ่อแม่ของคาเมะเสียชีวิตตอนที่อายุสิบกว่าๆ จนถึงวัยอันควรที่เด็กหนุ่มจะสามารถไปเติบโตและใช้ชีวิตตามลำพังที่เมืองนอกเมืองนา กระทั่งกลับมาเป็นชายหนุ่มเต็มตัวในหน้าที่การงานที่ถูกปูวางเอาไว้ตั้งแต่แรกก็ตาม 

“แม้แต่อายะก็ไม่เคยเข้าไปพบอย่างนั้นหรือครับ...?”

โทโมฮิสะถามทั้งๆที่ก้มหน้า แก้มที่แดงระเรื่อออกมาเล็กๆทำให้รัฐมนตรีหนุ่มกระตุกยิ้มที่มุมปาก มือใหญ่เลื่อนมากุมประสานฝ่ามือเล็กที่วางอยู่บนหน้าตักเอาไว้เพิ่มความมั่นใจให้อีกฝ่าย

“เพราะว่าฉันจริงจังแค่กับนายเท่านั้นหรอกนะ”

คาซึยะตอบเสียงเบา แต่ภายใต้เสียงเงียบสงบของแรงขับเคลื่อนรถราคาแพงมันกลับทำให้ประโยคเรียบๆนั้นดังก้องสะท้อน โทโมฮิสะเม้มปากเข้าหากันก่อนจะเบือนหน้านี้

“ใครจะไปเชื่อ.. คนขี้โกหก......”



บรรยากาศภายในคฤหาสถ์สไตล์ญี่ปุ่นโบราณตั้งอยู่ใจกลางเมืองโตเกียวในเขตของสังคมไฮโซเงียบสงัด มื้อค่ำถูกจัดเรียบๆตามรูปแบบของผู้ดีโบราณแต่มันกลับหรูหราเสียเกินกว่าโทโมฮิสะจะทำตัวเป็นปกติได้ เด็กหนุ่มวัยมหาวิทยาลัยนั่งนิ่งเรียบร้อยและสงบปากสงบคำแม้ว่าหลายครั้งหญิงชราผู้ที่อยู่หัวโต๊ะจะชายตามองด้วยสายตากดเหยียด

“ฉันไม่รู้หรอกนะ คาซึยะ เรื่องส่วนตัวของเธอ แต่อย่าทำให้มันเสื่อมเสียก็พอ”

กลีบปากบางเฉียบของมารดาของพ่อคาซึยะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง มือขาวจัดหยิบผ้าเช็ดปากเนื้อดีขึ้นมาซับหลังจากดื่มน้ำแร่ลงคอ ดวงหน้าสุขภาพดีของหญิงชราเชิดขึ้นเล็กๆทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกประหม่า

“ชื่ออะไรนะเรา?”

“โทโมฮิสะ... ยามาชิตะ โทโมฮิสะครับ”

ถึงแม้จะถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คนมากมายบนโต๊ะอาหารเดียวกัน หากแต่ฝ่ายตอบกลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเดียวที่กำลังถูกจับจ้องและคาดคั้นอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยสีหน้านิ่งเฉยของผู้ใหญ่ทีถือว่ามีอำนาจที่สุดในตระกูล ดวงตาที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นฉายแววเหมือนไตร่ตรองอะไรบางอย่างก่อนจะเอ่ย

“ฉันเหมือนเคยได้ยินชื่อนี้ จากใครนะ โทมะใช่มั้ย?”

หญิงชราหันไปถามญาติรุ่นลูกที่นั่งติดๆกันบนโต๊ะยาว ผู้ถูกถามดูเหมือนจะเป็นใครสักคนที่ยามะพีเคยเจอก่อนหน้านี้บนโต๊ะอาหารในฐานะเพื่อนของอิคุตะแล้วครั้งหนึ่ง หล่อนจึงพยักหน้าลงเบาๆอย่างสงวนท่าที

“เป็นเพื่อนโทมะใช่มั้ย?”

“อะ.....ครับ..”

“อืม... แล้วคาซึยะ เราน่ะตัดสินใจแล้วใช่ไหม?”

คุณผู้หญิงรับคำในลำคอกับอาคันตุกะแล้วเปลี่ยนมาเป็นถามหลานชายตัวดี คาซึยะรวบช้อนส้อมเข้าหากันก่อนจะก้มหัวลงเล็กน้อย

“จัดการให้มันถูกให้มันควรก่อนแล้วกัน จะหย่ากับทาเดมารุเมื่อไหร่”

“ผมกำลังหาจังหวะเหมาะๆอยู่ครับ”

ถึงแม้นรัฐมนตรีหนุ่มจะไม่ได้เอ่ยออกมาถึงเรื่องหย่าเลยสักนิด แต่การที่พายามะพีเข้ามาถึงในอาณาบริเวณที่เปี่ยมไปด้วยความกดดันเช่นนี้ ผู้แก่ประสบการณ์ก็พอจะอ่านออกถึงความคิดที่หลานชายของตัวเองกำลังจะทำ โทโมฮิสะกลืนน้ำลายลงอึกใหญ่แล้วมองคาซึยะกับคุณผู้หญิงสลับกันด้วยความประหลาดใจที่ทั้งสองโต้ตอบกันได้โดยไม่ต้องมีคำพูดให้มากความ

“แหวนนั่นอยู่กับเมียหรือกับเด็กนี่ล่ะ?”

คาซึยะยิ้มสุภาพให้หญิงชรา ก่อนจะเลื่อนมือมากอบกุมเด็กหนุ่มที่นั่งติดกันใต้โต๊ะอย่างฉวยโอกาส

“แหวนที่คุณแม่ให้ไว้ยังอยู่กับผมครับ เก็บไว้ที่ห้องส่วนตัว คืนนี้ก็ตั้งใจจะให้โทโมะลองสวมดู ถ้าไม่พอดีกันจะซื้อสร้อยมาให้แขวนครับ”

โทโมฮิสะมองเสี้ยวหน้าของผู้พูดด้วยความไม่เข้าใจ และเมื่อแก้วทรงสูงที่ผู้ทรงคุณวุฒิวางลงกับจานรอง หญิงชราก็เลื่อนสายตามายังแขกใหม่ของบ้าน

“อิ่มแล้วใช่มั้ย ลุกมาให้ดูหน้าชัดๆหน่อยซิ”

เด็กหนุ่มเหลือบตามองคนพามาครู่หนึ่งอย่างชั่งใจ มือใหญ่ที่กอบกุมเอาไว้บีบเบาๆเชิงให้กำลังใจก่อนจะปล่อยออก ยามะพีเดินอ้อมหลังคาซึยะแล้วมานั่งเก้าอี้อีกฝั่งติดหัวโต๊ะที่ยังว่างอยู่

“หน้าตาน่าเอ็นดูเชียว ผิวพรรณก็สะอาดสะอ้าน แต่นัยย์ตานี่ติดจะหยิ่งอยู่นิดๆนะ เป็นคนไม่ยอมคนใช่ไหม?”

“อะ...ครับ”

สิ่งที่ตอบกลับมาหลังจากที่โทโมฮิสะเอ่ยรับคือรอยยิ้มอ่อนโยน หญิงชราตรงหน้าถึงแม้จะมีรังสีแห่งความน่าเกรงขามแผ่ปกคลุมรอบๆ หากแต่ภายใต้แววตากดเหยียดนั้นเมื่อได้อยู่ใกล้ๆโทโมฮิสะกลับรู้สึกว่ายังแฝงไปด้วยความเอ็นดูในตัวเขาอยู่น้อยๆ

“ดี... ฉันชอบ จะได้ไม่ถูกใครรังแกง่ายๆ แต่กับคาซึยะก็อะลุ่มอะหล่วยยอมๆกันหน่อยแล้วกัน ทางนี้ก็หัวแข็งเอาแต่ใจมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

โทโมฮิสะยิ้มเฝื่อน ขณะที่ได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอดังลอยมาเบาๆจากบุคคลที่ถูกเอ่ยถึงเมื่อครู่

“ไม่ต้องมาหัวเราะเลยคาซึยะ เราก็ด้วย เรื่องแต่งได้สัปดาห์เดียวแล้วจะหย่าน่ะไม่ใช่เรื่องที่ควรเกิดขึ้นเลยนะ กับเด็กคนนี้พามาหาย่าที่นี่แล้วจะเล่นๆอีกไม่ได้เชียว”

“ครับ”

คนถูกดุหน้าเจื่อนลงแล้วรับคำในลำคอ เหมือนจะถึงคราวของโทโมฮิสะที่หันไปกดยิ้มหยันที่มุมปากให้คนที่หัวเราะเขาเมื่อครู่เป็นการแก้แค้น

“ฉันให้มาอิจัดห้องให้แล้ว คืนนี้ก็พักที่นี่เลยแล้วกันนะโทโมฮิสะ..”

เสียงที่สั่นไปตามวัยของผู้ใหญ่ตรงหน้าเอ่ยขึ้น ก่อนมือขาวจัดและเหี่ยวย่นจะทาบลงมาบนหลังมือนุ่มสีน้ำผึ้ง แววตาที่เต็มไปด้วยริ้วรอยทอดมองเด็กหนุ่มให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด

“....เธอเป็นผู้ชาย ทางฉันคงจัดพิธีแต่งงานออกหน้าออกตาให้ไม่ได้ ไม่มีทะเบียนสมรสเป็นข้อผูกมัด ดังนั้นสิ่งเดียวที่เธอจะยึดซึ่งกันและกันเอาไว้ได้นานที่สุดคือความรู้สึกและความเชื่อใจนะ”

“.....................”

“คำอวยพรจากผู้หญิงแก่ๆอย่างฉันก็คงให้ได้แค่ว่า ยินดีต้อนรับเข้าครอบครัวคาเมนาชิ อยู่กับคาซึยะอย่างมีความสุขล่ะ”

คำพูดธรรมดาๆที่ออกมาทำให้หัวใจของโทโมฮิสะชุ่มฉ่ำอย่างประหลาด ดวงตากลมโตช้อนมองหญิงชราแล้วหลุบลงเมื่อรู้สึกเก้อเขิน ก่อนจะเบือนไปหารัฐมนตรีหนุ่มที่ยิ้มสุขุมอยู่ในทีเมื่อทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น


ไม่นานหลังจากนั้นคุณหญิงและคนอื่นๆก็แยกย้ายกันไป โทโมฮิสะและคาซึยะก็เช่นกัน ทั้งคู่แยกตัวออกมายังห้องพักปีกขวาของตัวบ้านหลังใหญ่กันสองคน

“เจ้าเล่ห์.. ง้อด้วยตัวเองไม่ได้ก็ให้ผู้ใหญ่ช่วย”

เสียงหวานบ่นกระปอดกระแปดเมื่อทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงกว้าง หากแต่อีกฝ่ายดูเหมือนไม่สะทกสะท้าน เพราะเขายังคงเดินไปไขกุญแจลิ้นชักของโต๊ะเล็กข้างหัวเตียงที่ไม่ได้เปิดมาแสนนานด้วยรอยยิ้มจางๆ

“ผมยังไม่ได้บอกสักนิดว่าจะอยู่ด้วยกันกับคุณ มัดมือชกชะมัด”

“งอนเกินงามไปแล้ว โทโมฮิสะ ไหนเอามือมาสิ สวมนี่ดูว่าได้หรือเปล่า?”

ชายหนุ่มไม่โต้ตอบวาทะร้ายกาจของยามะพี เขาทรุดตัวลงบนเตียงเดียวกันแล้วเปิดกล่องกำมะหยี่สีแดงออก เผยให้เห็นแหวนทองผิวเกลี้ยงเกลาที่ไม่ได้ประดับเพชรราคาแพงเนื่องจากเป็นแหวนตกทอดรุ่นสู่รุ่น จึงถูกออกแบบมาให้คลาสสิคสามารถสวมใส่ได้ในทุกยุคสมัยที่เปลี่ยนไปเสียมากกว่า นั่นหมายถึง มันทรงคุณค่าทางจิตใจจนไม่อาจเทียบได้กับราคาที่เป็นเม็ดเงินเลยสักนิด
ดวงตากลมโตเหลือบมองชายหนุ่มที่ก้มลงบรรจงสวมแหวนให้กับเขาใจจดใจจ่อ ดวงตารีทอดมองต่ำด้วยความตื้นตัน กลีบปากบางยกยิ้มถึงแม้ว่านัยน์ตาคู่นั้นจะยังคงแฝงไปด้วยเรื่องราวลำบากใจอยู่ลึกๆ

“รู้ใช่ไหมว่าฉันจริงจังกับนาย....”

คู่สนทนาตอบด้วยเสียงเงียบ กลีบปากอิ่มเม้มเข้าหากันแล้วเบือนหน้าหนี ตั้งใจว่าจะไม่ใจอ่อนจนกว่าคาเมะจะหย่าให้เป็นที่เรียบร้อยอยู่แล้วเชียว แต่ตอนนี้ หัวใจที่แข็งชามันกลับไหวเอนเพียงเพราะถูกอีกฝ่ายทำดีใส่ไม่กี่วันเท่านั้น


ถ้าเป็นคนที่รักล่ะก็ ถึงแม้เขาจะแย่ที่ไหน เราก็พร้อมจะให้อภัยเสมอ นั่นมันเป็นเรื่องจริงสินะ...
ทั้งๆที่.... คาซึยะช่างร้ายกาจกับเขาเสียเหลือเกิน..
แต่ทำไมตอนนี้เขาถึงได้โอนอ่อนง่ายดายเหมือนคนไร้หัวคิดเช่นนี้กัน?
ความรู้สึกที่กล้ำกลืนอยู่ข้างใน คือความรักที่เจือไปด้วยความเจ็บปวดจนไม่อาจบรรยายออกมา ถ้าเลือกได้ โทโมฮิสะไม่อยากจะรักรัฐมนตรีแสนร้ายคนนี้เลยจริงๆ


“รักฉันบ้างหรือเปล่า โทโมะ...”

เสียงทุ้มถามหลังจากยกมือที่สวมแหวนได้พอดิบพอดีขึ้นมาจูบเบาๆ ดวงตารีที่เคยดุดันและเย็นชามองเด็กหนุ่มอย่างเว้าวอนในความหมาย คาเมะกลัวเหลือเกินในสิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้ จริงแค่ไหนกันกับคำพูดที่แสดงถึงความรังเกียจเขาต่างๆนานา กลัวเหลือเกินว่าความรู้สึกที่ตัวเองมีกำลังทำให้อีกฝ่ายลำบากใจ จะว่าไปก็จริงอย่างที่เด็กหนุ่มพูดตลอดที่ว่า เขาเองเป็นฝ่ายมัดมือชกโดยหวังว่ายามะพีจะรู้สึกดีกับการใส่ใจของเขาบ้าง

หากแต่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทันทีที่ประโยคนั้นจบลงคือเจ้าของฝ่ามือนุ่มดึงมือของตัวเองกลับแล้วลุกเดินไปยังอีกฝั่งของที่นอนแทนคำตอบ ล้มตัวลงหันหลังไม่ยอมให้อีกฝ่ายจับจ้องดวงหน้าหวานได้อีกแม้วินาที คาเมนาชิถอนหายใจแผ่วเบาพร้อมกับเสียงสั่นเครือของอีกฝ่ายที่ดังขึ้น

“คุณมันโง่...”

ยากเหลือเกินที่ยามะพีจะบังคับไม่ให้ตัวเองเผลอสะอื้นออกมา ดวงตากลมโตลืมขึ้นขณะที่มีหยาดน้ำไหลรินออกมาจากกรอบตาช้าๆ เขาพยายามเหลือเกินที่จะไม่ให้คาซึยะเห็นว่าตัวเองกำลังร้องไห้

จนถึงตอนนี้คาเมะยังไม่รู้อีกหรือยังไงว่าเขารู้สึกแบบไหน...
ถึงจะปากแข็งและร้ายกาจ แต่ว่า... สุดท้ายเขาก็เป็นแค่คนธรรมดาๆเท่านั้นเอง
เขาก็มีความรัก และอ่อนไหว ใช่ว่าทุกอย่างทำเพียงเพื่อต้องการจะเอาชนะอีกฝ่าย..
โง่.... โง่ชะมัด..!
ยังคงเป็นคาเมนาชิ ที่ไม่เคยมองเห็นถึงความรู้สึกของเขาบ้างเหมือนเคยอีกหรือยังไงกัน

แต่แล้วความอบอุ่นจากด้านหลังก็แทรกเข้ามา แขนแกร่งสอดมาโอบรอบเอวบางเอาไว้พลางจูบเบาๆจากท้ายทอยก่อนกระซิบเสียงพร่า

“....คืนนี้ขอให้ฉันกอดแบบนี้ไปก่อนเถอะนะ ถ้าหากลำบากใจ พรุ่งนี้ก็วางแหวนที่ให้เอาไว้ แล้วนายก็ไปจากฉันได้เลย”

“...............”

“ฉันแคร์ความรู้สึกของนายนะ โทโมฮิสะ”

ยามะพีกัดริมฝีปากตัวเองเอาไว้แน่นขณะที่ถูกกระชับอ้อมกอด เสียงจากหัวใจทั้งคู่มันสั่นไหวจนไม่อาจจะควบคุมได้อีก คาเมนาชินอนลืมตาท่ามกลางราตรีกาล แสงไฟสลัวยังคงเปิดทิ้งเอาไว้เช่นเดียวกับสติที่ไม่อาจจะบอกให้ตัวเองข่มตาหลับลง

หนึ่งเดือนเต็มๆที่คาซึยะไม่ได้นอนกอดใครสักคนเช่นนี้
หนึ่งเดือนเต็มๆที่ไม่ได้กลิ่นและลืมตามาพบโทโมฮิสะเหมือนเมื่อก่อน...
ความอ้างว้างของตัวเองทำให้ทั้งโลกเงียบกริบจนได้ยินเสียงของหัวใจที่บอกว่า เขาโหยหาความรักจากยามะพีมากเพียงใด
เขากำลังพยายามอย่างที่สุดที่จะเหนี่ยวรั้งอีกฝ่ายไว้ โดยที่ประจักษ์แก่ใจว่าไม่เคยมีสักครั้งที่คาซึยะจะถามยามะพีว่าต้องการจะอยู่ข้างๆเขาบ้างหรือไม่?
ไม่ว่าจะอยู่เพราะอยากได้ชัยชนะที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง หรืออยู่เคียงบ่ากันด้วยความรักอันล้นปรี่
ไม่ว่าด้วยสาเหตุใด คาเมะแค่อยากจะรู้ว่ายามะพีต้องการเขาบ้างหรือไม่?...


หรือตัวเองกำลังบั่นทอนความรู้สึกอีกฝ่ายให้รำคาญจนสุดจะทนแล้วจริงๆ

เสียงกลไกของนาฬิกาแขวนผนังยังคงค่อยๆเดินไปช้าๆพร้อมกับความทรมานที่บีบอัดในหัวใจคนทั้งคู่
ทั้งๆที่ใจตรงกัน แต่กลับไม่เข้าใจกัน...

มันช่างทรมานเสียจนไม่อาจสงบสติที่กำลังฟุ้งซ่านจากความรักที่หาจุดหมายปลายทางไม่ได้เลยสักนิดเดียว
คนหนึ่งถามว่า รอได้ไหม..?
ส่วนอีกคนกำลังถามว่า.. ตอนนี้เลย ไม่ได้เหรอ?....
ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง



ช่วงสายของวันรุ่งขึ้นถูกปลุกโดยเสียงเคาะประตูไม้จากด้านนอก คาเมนาชิมั่นใจว่าตัวเองเพิงเผลอหลับไปเมื่อรุ่งสางนี้เอง และเด็กหนุ่มที่ตระคองกอดทั้งคืนดูเหมือนจะลุกไปก่อนเขาเพียงไม่นานก่อนจะตื่นเพราะที่นอนข้างๆยังเจือไปด้วยไออุ่นและกลิ่นอ่อนๆที่ติดจมูกอยู่เลย
แม่บ้านในชุดเมดเดินเข้ามาหลังจากคาเมนาชิไม่บอกปัด หล่อนก้มหัวต่ำอย่างมีมารยาทก่อนเอ่ยกับเจ้านายด้วยทีท่าสุภาพ

“ยามาชิตะซังให้มาเรียนคุณหนูว่าวันนี้ขอตัวกลับก่อนค่ะ”

คาซึยะพยักหน้ารับไม่แสดงความรู้สึกแปลกใจพลางเสยผมยุ่งๆของตัวเองไปด้านหลังหลังจากลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอนบนเตียง ลมหายใจยามเช้าถูกทอดถอนกระแทกออกมาดังด้วยความเจ็บใจ ทั้งๆที่คิดไว้แล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องหนีไปแน่ๆแต่ก็ยังเผลอหลับเข้าจนได้
ดวงตารีค่อยๆเบนไปตามโต๊ะข้างหัวเตียงที่ควรจะมีแหวนล้ำค่าวางอยู่ หากแต่มันกลับว่างเปล่าไม่ปรากฏสิ่งของที่ตัวบอกให้อีกฝ่ายทิ้งเอาไว้หากต้องการจะไปจากเขาจริงๆแล้วก็กดยิ้มบางๆ

อย่างน้อยก็ไม่ปฏิเสธสินะ ที่สุดท้ายจะอยู่ข้างๆกัน ถึงได้ยังเก็บแหวนวงนั้นเอาไว้
แหวนที่ไม่มีค่าอะไรนอกจากความหมายทางจิตใจ

แค่นั้น....ก็พอแล้วล่ะ
ที่เหลือคาซึยะจะจัดการให้มันเป็นไปในทางที่ถูกที่ควรด้วยตัวเอง


--------------------
 
งานเลี้ยงหลังจากวันสอบสุดท้ายสิ้นสุดลงเกิดขึ้นในผับเล็กๆที่มีผู้คนไม่หนาตานัก ส่วนใหญ๋จะเป็นเพื่อนมหาวิทยาลัยเดียวกันแต่ก็ไม่ใช่น้อยที่จะเป็นคนนอกมาดื่มกินยามราตรี
โทโมฮิสะยกแก้วมาตินี่ขึ้นมาจิบพลางหัวร่อต่อกระซิกกับเพื่อนที่ลากเขามาด้วยในคืนนี้อย่างอารมณ์ดี ดวงตากลมโตเป็นประกายหวานเยิ้มจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่เจือเข้าไปในเส้นเลือดตั้งแต่หัวค่ำยังค่อนคืนบัดนี้ หากแต่สิ่งที่ทำให้ยามะพีดูมีความสุขมากกว่าทุกวันตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาไม่ใช่การสอบสิ้นสุดลง หรือแม้แต่รางวัลนักเรียนเกียรตินิยมที่เจ้าตัวจะได้รับ 
หากแต่มันคือข่าวลือที่เมื่อเช้าพาดหัวตัวยักษ์ในหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งว่าด้วยเรื่องสัมพันธ์ง่อนแง่นของรัฐมนตรีหนุ่มอนาคตไกลกับลูกสาวนักการทูตที่เพิ่งแต่งงานกันไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาต่างหาก

นานนับเดือนเชียวหลังจากตอนนั้น แต่ถ้ามันคือสิ่งที่โทโมฮิสะเฝ้ารอก็ถือว่าคุ้มค่ากับช่วงเวลาที่ต้องโดดเดี่ยวและกล้ำกลืนความเจ็บปวดเอาไว้ภายใน เพราะนับจากวันที่ออกจากคฤหาสถ์หลังงามมาได้ ตัวเองก็ตัดสัมพันธ์กับรัฐมนตรีหนุ่มโดยสิ้นเชิงและอีกฝ่ายก็ไม่พยายามที่จะตอแยทำในสิ่งที่ไร้ค่าเหมือนทุกๆที ความรักที่คาเมะมีให้ไม่ต้องแสดงออกมามากก็ได้ โทโมฮิสะพอจะรับรู้ถึงมันอยู่ หากแต่คำยืนยันที่จะบอกให้มั่นใจนั่นต่างหากที่ยามะพีเฝ้าคอย 

จะมีความหมายอะไรถ้ารักกันแทบตายแต่ไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันเสียบ้างเลย


เพราะเหตุนี้ พอเรื่องราวเริ่มเป็นไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการ ยามาชิตะจึงออกครื้นเครงกับคนอื่นๆได้บ้างไม่ซึมกะทือเป็นหุ่นยนต์ไขลายเฉกหลายวันก่อน

“เอาอีกไหม?”

เสียงของเพื่อนสนิทที่แปลกแยกออกจากกลุ่มของนากามารุดังขึ้นแข่งกับเสียงดนตรี ชิโรตะหมายถึงมาตินี่ที่เพิ่งหมดไปของอดีตนักร้องที่มีคำนินทาหนาหูว่าตั้งแต่ที่ถูกเขี่ยทิ้งก็ไม่มีผลงานออกมาเลย เจ้าของใบหน้าหวานพยักหน้ารับคำก่อนจะยื่นแก้วเปล่าส่งให้คนถาม

“วันนี้ดูอารมณ์ดีนะ? เพราะข่าวคาเมนาชิหรือ?”

“ก็ประมาณนั้น”

“คิดว่าเลิกกันไปจริงจังแล้วเสียอีก”

ชายหนุ่มร่างสูงเอ่ยกลั้วหัวเราะ และสิ่งที่ได้กลับมาคือรอยยิ้มของเจ้าแมวป่าที่ดูทั้งน่าค้นหาและอันตรายในทีจนคนถามรู้สึกเสียวสันหลัง เขาเปลี่ยนแก้วให้โทโมฮิสะแล้วยืนพิงบาร์ตัวเดียวกันเอาไว้เลี่ยงที่จะมองหน้าเจ้าของออร่าแสนซนตรงๆ
ใช่ว่าซนแบบแสบๆคันๆเสียเมื่อไหร่ ยามะพีน่ะ ดูแสบซนจนน่าเจ็บปวดเลยต่างหาก ยูไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่าคาเมนาชิไปหลงรักเจ้าปีศาจตัวนี้ได้ยังไง?

“นี่ยู ฉันน่ะ ไม่ได้มีเซ็กส์มาจะสองเดือนแล้วนะ”

อยู่ๆคนข้างๆก็เอ่ยขึ้นมา ชิโรตะค่อยๆเลื่อนลูกตาสีอ่อนของตัวเองไปตามต้นเสียงด้วยความรู้สึกประหลาดๆ

“แล้วยังไง?”

“อยากมีเซ็กส์จัง”

“อย่าบอกนะว่าจะให้ฉันนอนด้วย? ไม่เอาหรอก น่ากลัวจะตาย”

“ที่น่ากลัวน่ะอะไรเหรอ?”

ยามะพีโคลงหัวถาม เขาหันหน้ามามองเพื่อนสนิทของตัวเองตรงๆแล้วทำตาใสจนชิโรตะรู้สึกสะท้านขึ้นมาทันที

“ก็คาเมนาชิน่ะสิ ยังไม่เลิกกันไม่ใช่เหรอ? ขืนฉันไปทำอะไรแบบนั้นแล้วเกิดถึงหูหมอนั่นขึ้นมาฉันก็โดนเก็บพอดี”

ชายหนุ่มเชื้อสายสเปนเอ่ยเพียงส่วนหนึ่งในความคิดออกมา ก็เคยบอกไปตั้งนานแล้วว่าถ้าหากตัวเองต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องรักๆใครๆที่แสนจะร้ายกาจของเพื่อนคนนี้เมื่อไหร่ล่ะก็จะไม่เสี่ยงชีวิตแน่นอน แบบนี้แล้วโทโมฮิสะต้องการจะให้เขาทำอะไรอีกกันแน่!

“ก็เพราะอยากให้ถึงหูน่ะสิ ฉันน่ะ เริ่มรอให้หมอนั่นกลับมาง้อไม่ไหวแล้ว อยากให้ดิ้นเป็นไฟสักที ยืดยาดอยู่ได้”

“ยิ่งแบบนั้นยิ่งไม่เอาด้วยหรอก!”

ชิโรตันทำหน้าขยาด กะจะลุกหนีหากแต่ก็ถูกเพื่อนตัวดีคว้าท่อนแขนเอาไว้เสียจนได้

“งั้นจูบหน่อย”

“ไม่!”

“ช่วยหน่อยน่า!! จูบครั้งเดียวในที่แบบนี้ก็เป็นข่าวแล้ว ไม่ได้ถึงกับนอนด้วยกันสักหน่อยนี่นา คาซึยะไม่สั่งเก็บนายหรอก”

โทโมฮิสะกำลังใช้แผนการเดิมๆอย่างที่ชอบทำมาตลอดอีกครั้ง เขาเก่งในเรื่องปั่นประสาทคาเมะอยู่แล้ว และนี่จะเป็นอะไรไปหากเขาจะหยิบเรื่องร้ายๆพรรค์นั้นกลับมาใช้อีกรอบ ไม่ได้จะนอกใจอะไรหรอกนะ แค่เขาคิดถึงคาเมะจนทนไม่ไหวแล้วนี่! จะสนใจไปทำไมกันว่าตอนนี้ชิโรตะจะทำหน้าเหวอขนาดไหนหรือต่อไปถ้าคาเมะรู้เรื่องนี้จะทำยังไงกับเพื่อนสนิท และฉับพลันที่ความคิดดับวูบลง ยามะพีก็ยืดตัวตรงเต็มความสูงพลางเขย่งปลายเท้าขึ้นพร้อมๆกับแขนเพรียวที่โอบรอบคอชายหนุ่มให้นิ่งงัน

หากแต่เหมือนจะช้าไป

เอวบางถูกรวบจากด้านหลังโดยท่อนแขนแกร่งที่คุ้นชินให้คนที่ทรงตัวด้วยปลายเท้าต้องเซล้มไปปะทะกับแผ่นอก กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆที่คุ้นจมูกลอยออกมาเมื่อชิดใกล้ และนั่นทำให้มุมปากอิ่มกดยิ้มลงทันที

“คิดจะทำอะไร... โทโมฮิสะ”

คาซึยะถามเสียงขรมชิดกกหูขณะที่ดวงตากร้าวมองไปยังผู้ชายที่ตัวเองไม่คุ้นหน้าราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ไม่ใช่กลุ่มเดียวกับพวกยูอิจิสักหน่อย ทำไมถึงได้สนิทสนมกันขนาดนั้น!

“เรื่องของผม! ปล่อยนะ!”

เสียงหวานเอ่ยกระทั้น ใครจะยอมเล่นบทเป็นแมวเซื่องง่ายๆ ถึงจะดีใจที่อีกฝ่ายโผล่มาแบบไม่ทันตั้งตัวหลังจากไม่เจอกันหลายวันก็เถอะ ยามะพีไม่ยอมให้ทุกอย่างเสียแผนแน่ๆ ดวงตากลมโตแปรเปลี่ยนทันทีเมื่ออดีตผู้อุปถัมภ์พลิกตัวให้เขาเผชิญหน้า ชิโรตะสาบานได้เลยว่าก่อนหน้านี้ยามะพีดวงตาเป็นประกายด้วยความสุขเห็นๆไม่ถึงเสี้ยววินาทีด้วยซ้ำที่เจ้าตัวเล็กจะเปลี่ยนจากแมวป่าเป็นลูกหมาขี้งอนได้ นั่นแหละที่ทำให้ชิโรตันกลัวนักหนา!


อะไรกันแน่ที่อยู่ในหัวของนักศึกษาเกียรติยมที่เขาหลวมตัวไปคบด้วย!!


“ก็เห็นเป็นเด็กดีมาตลอด ทำไมอยู่ๆทำตัวแบบนี้อีกแล้ว!” 

คาซึยะดูหัวเสียไม่น้อย รัฐมนตรีหนุ่มขมวดคิ้วบางๆเข้าหากัน หน้ายุ่งๆแบบนี้ล่ะที่โทโมฮิสะคิดถึงที่สุด ดวงตาหวานเหลือบมองชายหนุ่มเล็กน้อยแล้วแสร้งเบือนหน้าหนี

“ผมน่ะหรือจะเป็นเด็กดีให้คุณ อะไร? หรือคุณสะกดรอยตาม?”

คำถามที่ย้อนกลับไปนั่นทำให้อีกฝ่ายถึงกับสะอึก ก็ช่วงหลังๆกลยุทธ์ของตัวเองที่จะหย่ากับทาเดมารุเป็นการที่ฝ่ายหญิงมีคนอื่นนี่ แบบนั้นแล้วถ้าตัวเขาเองยังตามติดเจ้าลูกแมวแสนซนตัวนี้ไว้ตลอดเหมือนก่อนหน้า ข่าวที่ถูกลือขึ้นมาก็จะบิดเบือนจากที่ตั้งใจไปใกล้เคียงกับความจริงที่ว่าเพราะตัวฝ่ายชายต่างหากที่หัวปักหัวปำอยู่กับเด็กในอุปถัมภ์ได้และนั่นจะทำให้การหย่าขาดเป็นไปได้ยาก ดังนั้นตัวเองจึงต้องออกห่าง หากแต่แท้ที่จริงแล้วไม่เคยมีสักวันเลยด้วยซ้ำที่คาซึยะจะปล่อยให้โทโมฮิสะอยู่ตามลำพัง

ตลอดเวลา เขาเองที่คอยตามห่างๆอย่างไร้เหตุผล ทำตัวเป็นคนว่างงานทั้งๆที่ภาระก็ยังกองท่วมหัว
ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าความรักจะทำให้คาเมนาชิเป็นได้ถึงขนาดนี้

“...สะกดรอยตามจริงๆน่ะเหรอ?”

โทโมฮิสะถามซ้ำเมื่ออีกฝ่ายเงียบไป คาซึยะล้วงมือทั้งสองข้างเข้ากระเป๋ากางเกงสแลคแล้วกรอกตาไปมาก่อนจะหยุดลงที่ผู้ชายร่างสูงโปร่งเบื้องหลังโทโมฮิสะอีกที

“หมอนี่มันใคร?”

“เพื่อนผมเอง”

“สนิทกันเกินความจำเป็นไปหรือเปล่า?”

คาซึยะใช่เพียงจงใจเปลี่ยนเรื่องคุย หากแต่ความรู้สึกเดือดดาลที่แล่นพล่านอยู่ข้างในมันก็ยังผลักดันให้เขาถามเสียงเขียวอีกต่างห่าง ถึงแม้เจ้าตัวสูงนั่นจะไม่ได้เป็นคนเข้าหาก่อนก็เถอะ แต่เล่นไม่ยอมปฏิเสธหรือตักเตือนยามะพีเสียบ้าง ตัวเขาก็ไม่พอใจเหมือนกัน เจ้าลูกเสี้ยวสเปนหน้าถอดสีแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คาซึยะรู้สึกดีขึ้น

“ทีหลังไม่จำเป็นก็อยู่ห่างๆกันหน่อยเถอะ”

“ขี้หึง”

“ก็รู้ตั้งนานแล้วยังจะชอบยั่วให้ชั้นประสาท!”

“ก็แค่อยากให้มาดูแลผมบ้างแค่นั้นเอง!”

พออีกฝ่ายเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด โทโมฮิสะก็กระแทกเสียงกลับด้วยโทนเดียวกันหากแต่เนื้อความในประโยคสุดท้ายนั่นกลับทำให้รัฐมนตรีหนุ่มนิ่งไป ความหมายของประโยคที่ออกมาจากกลีบปากอิ่มนั่นกำลังบอกว่า ยามะพีก็คิดถึงเขาเช่นเดียวกัน
คาเมนาชิขยับก้าวเข้าหา แต่ก็ถูกมือบางยันแผ่นอกเอาไว้

“เดี๋ยวก็ได้เป็นข่าวออกมาแข่งกับเรื่องอายะมีคนอื่นหรอก คุณน่ะ.... ช่วงนี้ต้องห่างๆผมไว้ไม่ใช่เหรอ?”

คาเมนาชิเหลือบมองใบหน้าที่หันหลบของอีกฝ่ายแล้วเม้มปากเข้าหากัน ก็อ่านเกมส์ออกนี่...
เพราะแบบนี้หรือเปล่า ถึงยอมอยู่เฉยๆได้จนเรื่องราวค่อยๆดำเนินไปในทางของมัน แต่สุดท้ายก็ยังคิดจะกวนโมโหเขาด้วยการจูบคนอื่นในที่สาธารณะอีกน่ะหรือ? มันน่าจัดการเสียให้เข็ดหลาบจริงๆ!

“อย่าเกเรนักจะได้มั้ย”

ดวงตากลมหลุบลงต่ำเมื่ออีกฝ่ายถามเสียงเว้าวอนมากกว่าดุดันก่อนจะเหลือบขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างขัดใจเล็กๆ

“แล้วผมต้องรอถึงเมื่อไหร่กัน คำว่ารักของคุณน่ะ... ช่วยไม่ได้ที่ผมจะดื้อนี่นะ...”

“ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆนี่ มั้งฮายามิ อายะ แล้วก็ฉันกำลังจัดการกับเรื่องข่าว ตะล่อมให้ท่านทูตโอนอ่อนง่ายๆอยู่ ไม่เข้าใจหรือไงนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆนะ”

“แล้วคิดว่าผมที่ต้องยอมให้คุณสองคนนอนอยู่บนเตียงเดียวกันตลอดเดือนที่ผ่านมานี่มันเป็นเรื่องเล็กนักหรือไง?”

ยามะพีถามเสียงสะบัด สองแขนยกขึ้นกอดอกเอาไว้แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมาเมื่อนึกถึงว่าตลอดเวลาที่เขาต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว คาเมนาชิใช้ชีวิตอยู่อย่างไร ใชล่ะสิ ต่อให้กกกอดกันทั้งคืนเขาก็ไม่มีทางรู้เลยนี่นะ

“ก็แค่นอนเตียงเดียวกันเท่านั้นเอง ไม่ได้เกินเลยสักหน่อย”

“ผู้ชายอย่างคุณกับผู้หญิงอย่างอายะน่ะหรือ?” โทโมฮิสะถามเสียงสูงแล้วหัวเราะหยันในลำคอให้อีกฝ่ายถอนหายใจออกมา

“ผู้หญิงกับผู้ชายที่กำลังจะหย่ากัน เขาไม่มีอารมณ์พิศวาทกันหรอกนะโทโมฮิสะ....”

พูดจบคาซึยะก็วางมือบนหัวเล็กแล้วโยกเบาๆ

“ไว้ใจฉันเถอะน่า ภายในสัปดาห์สองสัปดาห์นี่ล่ะจะจัดการให้เรียบร้อย แต่ตอนนี้กลับบ้านเถอะ”

ยามะพีกัดริมฝีปากตัวเองอย่างใช้ความคิด เมื่อความอบอุ่นที่วางบนหัวหายไปแล้วดวงตากลมก็เคว้งขึ้นมาอย่างประหลาด

ไม่เห็นจะเคยคิดมาก่อนเลยว่า..
มากแค่ไหนกันที่เขาจะคิดถึงความอบอุ่นของคาเมะได้ขนาดนี้...
อยู่ๆ น้ำตาก็รื้นขึ้นมาแล้วสิ

“เดี๋ยวฉันไปส่ง”

พูดจบมือใหญ่ก็คว้าเอาข้อมือของโทโมฮิสะตามติดไปด้วยกัน เจ้าของดวงตากลมโตหันกลับไปมองเพื่อนที่มาด้วยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังสนุกสนานกับสาวๆอยู่นั้นก็เดินตามคาซึยะไปโดยไม่เอ่ยลา ดวงตากลมเหลือบกลับมามองมือของตัวเองที่ถูกกอบกุมไว้อีกครั้งแล้วทอดถอนหายใจ

เขาต้องทนคิดถึงคาซึยะอีกถึงเมื่อไรกัน



เสียงโวยวายที่ดังออกมาจากชั้นล่างของตัวบ้านเป็นเสียงของนากามารุ โทโมฮิสะที่ยังจมดิ่งอยู่ในห้วงนิทราของช่วงสายจึงขมวดคิ้วเข้าหากันก่อนจะดึงหมอนที่หนุนอยู่ขึ้นมาปิดหูด้วยอารมณ์หงุดหงิด บ้านหลังเล็กๆถูกแบ่งเป็นสองห้องนอนซึ่งห้องหนึ่งเป็นของยูอิจิกับทัตสึยะ ส่วนอีกห้องที่ตรงกับห้องนั่งเล่นชั้นล่างพอดีเป็นห้องที่ยามะพีใช้ร่วมกับจุนโนะสุเกะซึ่งยังคงนอนตัวยาวอยู่บนเตียงเดียวกัน
แต่หลังจากคลื่นสิบแปดหลอดจากยูอิจิถูกบดบังด้วยหมอนนุ่มไม่นาน เสียงตึกตักของบันไดไม้ที่ติดกับห้องนอนก็ดัวขึ้นจนจุนโนะสุเกะต้องลุกขึ้นขยี้ตายอมตื่นในที่สุด

“เฮ้ย! ยามะพี มีข่าวว่าทาเดมารุกับคาเมนาชิจะแถลงข่าวบ่ายนี้ล่ะ!!”

นากามารุผู้ชายที่อเลิตที่สุดในบ้านร้องเสียงหลงพร้อมๆกับเปิดประตูห้องนอนอย่างถือวิสาสะ จุนโนะขว้างหมอนใส่ผู้บุกรุกด้วยความหงุดหงิดจนวัตถุนุ่มนิ่มสีขาวกระทบหน้านากามารุเข้าไปเต็มๆก่อนจะดึงหมอนที่ยามะพีใช้อุดหูอยู่มาหนุนแทน

“อะไร?”

ยามาชิตะขมวดคิ้วเมื่อถูกรุกรานให้หลุดจากห้วงความฝันได้ในที่สุด ก่อนจะยันตัวเองขึ้นด้วยข้อศอก ตวัดหางตามองยูอิจิที่ยังมึนงงกับแรงกระแทกจากหมอนครู่หนึ่งก่อนเพื่อนสนิทจะพูดต่อ

“งานแถลงข่าวไง เมื่อกี๊ออกข่าวล่ะ”

“อืม.....”

“ไม่ไปดูเหรอ จัดที่โรงแรมN ฉันล่ะอยากรู้ชะมัดว่าหมอนั่นคิดจะทำอะไร?”

ยูอิจิกอดหมอนสีขาวไว้กับอกแล้วเอนตัวพิงกรอบบานประตูอย่างใช้ความคิด ยามะพีถอนหายใจออกมาเสียงดังแล้วลุกไปยื้อแยงหมอนจากผู้บุกรุกเพื่อกลับมานอนต่อ

“เฮ้ ไม่สนใจจริงๆเหรอ?”

นากามารุทำหน้าเหวอเมื่อเพื่อนสนิทผู้มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับรัฐมนตรีหนุ่มไม่รู้สึกตื่นเต้นเลยสักนิด มิหนำซ้ำยังทำท่าจะกลับไปนอนต่อได้อีก แล้วขมวดคิ้วเข้าหากัน

“จะไปให้เหนื่อยทำไม... เสร็จธุระเขาก็มาเองนั่นแหละ”

“เอ๊ะ? รู้เหรอว่าคาเมนาชิจะแถลงข่าวเรื่องอะไร?”

โทโมฮิสะยักไหล่แล้วล้มตัวลงนอนด้วยสีหน้าที่ยังงัวเงียไม่หาย ปากอิ่มเผยอรับคำในลำคอเบาๆ

“ครั้งนี้ฉันคงไม่เข้าข้างตัวเองเกินไปหรอก เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ฉันจะจัดการคาซึยะให้เข็ดหลาบเลย คอยดู...”



และก็เป็นอย่างที่คาดจริงๆด้วย ช่องโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดสดถึงงานแถลงข่าวรัฐมนตรีหนุ่มอนาคตไกลกำลังฉายภาพของอดีตคู่บ่าวสาวที่เคยถูกมองว่าคู่ควรกันมากที่สุดในขณะนี้ บรรยากาศโดยรอบแม้จะเต็มไปด้วยความอึดอัดแต่คนที่นั่งกินไอศครีมนมอยู่หน้าทีวีกลับดูร่าเริงจนเสียมารยาท

ความเจ็บช้ำที่ถูกมองอย่างไร้ตัวตนมากแค่ไหนและนานเท่าไหร่ที่เขาต้องกล้ำกลืนมันถึงที่สุด คำว่ารักแม้จะได้ยินให้ชื่นฉ่ำในหัวใจหากแต่ท้ายที่สุดแล้ว กว่าคาเมะจะแสดงความรักออกมาให้เขาได้เชื่อได้ มันก็ยังคงเร้นไว้ด้วยโซ่บางๆที่ยึดขาของชายหนุ่มเอาไว้ไม่ให้โอบกอดเขาด้วยความรู้สึกเช่นนั้นได้เต็มตัว

บัดนี้เหมือนการรอคอยจะสิ้นสุดลง คาซึยะรู้ดีว่าจะต้องง้อโทโมฮิสะอย่างไร
ยามะพีไม่ใช่พวกเล่นตัวจนนิสัยเสียสักหน่อย แค่ทำตามที่เขาต้องการก็จะไม่ดื้อไม่ซนแล้วแท้ๆ

“ถ้าเลี้ยงฉลองจะเสียมารยาทหรือเปล่านะ”

อุเอดะที่นั่งบนโซฟาถามขึ้นเมื่อการแถลงข่าวเรื่องหย่าร้างของคนดังสิ้นสุดลง ยูอิจิกับจุนโนะที่กำลังเป่ายิงฉุบเกี่ยงกันทำความสะอาดห้องน้ำถึงกับเลิกเล่นแล้วกระโดดขึ้นมาบนโซฟาตัวเดียวกับที่ยามะพีและทัตสึยะนั่งอยู่ด้วยตาลุกวาว

“บ้านเราจะมีงานฉลองอย่างนั้นหรือ? ดีจัง ทำอะไรกินกันดีนะ บาบิคิวมั้ย?”

“ถ้าอย่างนั้นก็ออกไปชอปปิ้งกันเถอะ!”

“ไป ไป ไป!!!”

อุเอดะถอนหายใจระอาเมื่อเจ้าเพื่อนร่วมกลุ่มสองคนที่รวมกันได้พอดีบาทแสดงอาการตื่นเต้นออกมาอย่างเห็นได้ชัดแล้วหันไปมองเสี้ยวหน้าของคนที่กินไอศครีมนมอยู่เป็นเชิงถาม

“ว่าไง ยามะ?”

“ก็ไปชอปกันสิ ฉันจะรออยู่ที่บ้าน...”

อุเอดะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนยามะพีจะพูดต่อ

“แดดมันร้อน...”

โทโมฮิสะไม่ได้คิดว่าใครจะมาหาหรอกนะถึงได้อยู่รอ เจ้าตัวเล็กทำท่าเขี่ยช้อนไปมาในถ้วยไอศครีมที่หมดแล้วก่อนจะลุกหนีโดยที่มีสายตาใคร่รู้ของทัตสึยะมองตามไปติดๆ

“ไปกันเหอะน๊า”

จุนโนะรบเร้าเมื่อเห็นว่าเพื่อนของตัวเองนิ่งไป เช่นเดียวกับยูอิจิที่เขย่าแขนอุเอดะไปมาเหมือนเด็กๆที่ชวนคุณแม่ไปสนามเด็กเล่น ดังนั้นเจ้าของร่างอรชรก็หยัดตัวลุกขึ้นเดินนำในที่สุด

“ปาร์ตี้สำหรับสามคนสินะ....”

ชายหนุ่มพูดกับตัวเองเบาๆก่อนจะลอบยิ้มที่มุมปาก

คืนดีกันได้จริงๆก็ดีน่ะสิ
เขาล่ะ ชอบให้ยามะพีมีความสุขที่สุดเลย เพื่อนๆทุกคนก็คงคิดเหมือนๆกัน...

ยินดีกับนายด้วยนะ

ความคิดของทัตสึยะ ยังคงดังก้องในใจขณะที่ทิ้งบ้านเล็กๆที่แสนอบอุ่นไว้เบื้องหลังกับหัวใจที่เบิกบานขึ้นทีละน้อยของใครบางคน



เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆด้วย
โทโมฮิสะที่ปฎิเสธการไปชอปปิ้งกับเพื่อนๆวางบุหรี่ลงบนแก้วเซรามิคริมระเบียงเมื่อพอร์ชสีดำขลับคันคุ้นตาเคลื่อนตัวมาจอดหน้ารั้วบ้าน เจ้าของร่างกำยำภายใต้ชุดสูทตัวเดียวกับงานแถลงข่าวเมื่อราวๆครึ่งชั่วโมงก่อนหน้าก้าวลงมาจากรถคันหรูแล้วเงยหน้าขึ้นบนระเบียงที่มีใครบางคนนั่งไขว่ห้างอยู่แล้วก่อนจะยิ้มนิดๆที่มุมปาก
ดอกไม้ช่อใหญ่ถูกจัดมาเป็นพิเศษเพื่อง้อใครคนหนึ่งซึ้งวางไวที่อีกฝั่งของเบาะรถถูกหยิบออกมา หลังจากนั้นไม่นาน ภายใต้แว่นสีชาสไตล์วัยรุ่นจับจ้องมองคนเบื้องบนไม่วางตาขณะที่เดินมาประชิดรั้วบ้าน

“ขอกุญแจหน่อย”

คาเมนาชิตะโกนเสียงไม่ดังนัก ก่อนกุญแจบ้านจะถูกโยนลงมาบนถนนหน้าบ้านอย่างรวดเร็วดัง กริ๊ง โทโมฮิสะพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติทั้งๆที่มันอยากจะแย้มรอยยิ้มใจแทบขาด

คาซึยะของเขา ผู้ชายของเขา...
จากนี้ไปคงเรียกคำนี้ได้เต็มปากเต็มคำสักที

แต่ที่ทำให้เขาใจเต้นระรัวอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ คาซึยะทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้เพียงเท่านั้น
หากแต่เป็นเพราะคาเมนาชิ คาซึยะ ผู้ชายคนแรกของเขาที่ครอบครองทั้งตัวและหัวใจเอาไว้กำลังจะอยู่ตรงหน้าเขาในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าต่างหาก


เสียงประตูห้องนอนที่เขาใช้ร่วมกับจุนโนะสุเกะดังขึ้นพร้อมๆกับปลายของมวนบุหรี่จี้ลงบนแก้วเซรามิคก่อนมือเพรียวจะทิ้งก้นกรองไว้ตรงนั้น โทโมฮิสะหันหน้ากลับมาหาคนมาใหม่แล้วขึงสีหน้าให้เรียบเฉยอย่างวางมาด

“เลิกสูบบุหรี่สักที โทโมฮิสะ มันไม่ดีกับร่างกาย”

ชายหนุ่มพูดเสียงเรียบขณะเดินเข้ามาหา ช่อดอกไม้ช่อใหญ่ยื่นมาตรงหน้าให้อีกฝ่ายรับเอาไว้ ยามะพีกอดดอกไม้ช่อโตไว้กับอกครู่หนึ่ง ก่อนจะวางมันลงบนโต๊ะใกล้ๆระเบียงห้อง

“ไม่ได้ตั้งใจจะมาเพื่อพูดแค่นี้หรอกมั้ง”

โทโมฮิสะถามเสียงเบาก่อนจะร้องตกใจในลำคอเมื่อถูกมือใหญ่กระชากเข้าหาตัว กอดเอาไว้ทั้งร่าง

“...ฉันทำตามสัญญาแล้ว ไหนล่ะรางวัล มีอะไรจะพูดหรือเปล่า?”

ความอบอุ่นที่แผ่ซ่านแทรกตัวผ่านผิวที่เบียดกันใต้ผืนผ้า คาซึยะชอบพูดจาเอาแต่ใจแบบนี้ตลอดเวลาจนยามะพีคิดว่า จะมีบ้างหรือเปล่าที่คาเมะจะง้อเขาเหมือนลูกหมาติดเจ้านายเสียบ้าง
ช่างเถอะ แต่เขาก็ชอบแบบนี้อยู่แล้ว

“ปล่อยก่อนสิครับ”

“ปากแข็งอีกแล้วเหรอ? ทั้งๆที่ก็รู้ว่าวันนี้ฉันไม่ถอยแน่ๆ” คาซึยะเริ่มหมั่นไส้ ใช้ปลายจมูกแหลมเกลี่ยผมเส้นเล็กบริเวณกกหู สูดดมกลิ่นกายที่โหยหาให้เต็มปอด

“ถ้าอย่างนั้นคุณมีวิธีจัดการกับปากแข็งๆของผมให้โอนอ่อนหรือเปล่าล่ะ?”

“ลองดี”

คาเมนาชิคำราม หากแต่กลับได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอออกมาจากเจ้าของร่างในอ้อมแขนอย่างไม่สลด ทำให้กลีบปากบางต้องลงโทษด้วยการงับลงไปเบาๆบนใบหูเล็กที่กำลังแดงจัด

ทั้งๆที่เขินอายอยู่แท้ๆ ทำไมถึงได้ท้าทายและยั่วยวนขนาดนี้กันนะ
สมกับที่เป็นโทโมฮิสะเสียจริง

“ว่าไง ที่อยากจะพูดน่ะ...”

“คุณน่ะ มันร้ายกาจ รู้ตัวหรือเปล่าคาเมนาชิ...”

ยามะพีเบี่ยงตัวเองออกขณะที่พูดให้อีกฝ่ายหน้าตึงสนิทครู่หนึ่ง ก่อนชายหนุ่มจะค่อยๆกดยิ้มที่มุมปากบางให้คนพูดก่อนน้อยๆ

“ก็ร้ายเหมาะกับนายดีไม่ใช่หรอกหรือ?”

“แถมยังชอบบังคับเป็นที่หนึ่ง” 
ยามะพียังบ่นอีกฝ่ายที่เถียงกับเขาอย่างไม่รู้สึกผิดเพื่อคอยฟังว่าอีกฝ่ายจะตอบอะไรกลับมา

“ถึงอย่างนั้นก็ใจอ่อนให้คนเอาแต่ใจอย่างนายตลอดเสมอๆ” 
คาซึยะใช้ลิ้นดันกระพุ้งแก้มตัวเองหลังจากจบประโยค

“ไม่เห็นจะมีอะไรดีสักอย่างแบบนี้ คุณคิดว่าผมน่ะ มีอะไรอยากจะพูดกับคุณอย่างนั้นหรือ?”

คาเมนาชิมองรอยยิ้มปีศาจของอีกฝ่ายที่ส่งให้พร้อมกับสายตายั่วยวนของนังแมวยั่วสวาทจนแทบจะอดใจไม่ไหว โทโมฮิสะเอียงคอเล็กน้อยพลางลูบข้างแก้มตัวเองเบาๆให้อีกฝ่ายแทบซี้ดปากด้วยความรู้สึกที่พุ่งพล่านภายใน

เป็นเจ้าเด็กผู้ชายที่แสนร้ายกาจแบบนี้ให้มันตลอดสิยามาชิตะ
เพราะแบบนี้ล่ะ ยิ่งทำให้คาซึยะต้องขบฟันตัวเองแน่นด้วยความรู้สึกอยากกำราบเจ้าเด็กผู้ชายตรงหน้าให้ครวญครางอย่างพ่ายแพ้ใต้ร่างเขาจนแทบทนไม่ไหว

คาเมะค่อยๆขยับกายช้าๆเข้าไปใกล้คนที่ยืนยิ้มและไม่ก้าวหนีจนร่างทั้งสองประชิด

ยามะพีมองเจ้าเสือหนุ่มพลางกดยิ้มที่มุมปากอย่างไม่รู้สึกสั่นสะท้าน แววตาของคาเมะที่ต้องการเขาแบบนี้ เป็นสิ่งทีโหยหามานานแค่ไหน เจ้าตัวจะรู้บ้างหรือเปล่า

“คิดว่าฉันรู้สึกอยากจะทำอะไรกับนายตอนนี้ โทโมะ”

ริมฝีปากบางกระซิบแทบจะเป็นเสียงเดียวกับลมหายใจเมื่อยื่นหน้าเข้าใกล้ใบหน้าหวาน โทโมฮิสะไม่หลบตา ได้แต่มองเงาสะท้อนของตัวเองในดวงตาดำขลับคู่นั้นอย่างซุกซน

“ผมไม่สนหรอก”

คาเมะเลิกคิ้วพลางยกมือขึ้นนาบปรางค์แก้มอวบ ยื่นหน้าไปหมายจะจัดการกลีบปากอิ่มๆนั่นอยู่แล้วเชียวแต่สุดท้ายยามะพีก็เบี่ยงตัวหนีจนได้

“ก็ได้... ถ้าอย่างนั้นนายรู้สึกอยากจะทำอะไรกับฉันตอนนี้ล่ะ?”

ยามะพียิ้มออกมาอีกครั้งราวกับท้าทาย เขาเบี่ยงตัวสำหรับจูบเมื่อครู่เท่านั้นแต่ก็ไม่ได้ขยับก้าวหนีออกจากอ้อมแขนที่โอบรอบเอวดึงให้หน้าขามาประชิดกันเลยแม้แต่น้อย
ดวงตากลมโตช้อนมองอีกฝ่ายอย่างท้าทายจนคาเมนาชิอยากจะกลืนกิน กล้ายิ้มออกมาด้วยสีหน้าแบบนี้ คิดว่าจะรอดพ้นไปได้ยังไงกัน?

“อยากจะรู้จริงๆเหรอว่าผมอยากจะทำอะไรคุณ....”

โทโมฮิสะถามพลางวางฝ่ามือลงบนอกแกร่งของชายหนุ่ม ปลายนิ้วสีน้ำผึ้งค่อยๆเลื่อนเนคไทค์สีเข้มออกช้าขณะที่เผยอกลีบปากเล็กน้อยและกดสายตาลงต่ำ

“ดีใจหรือเปล่าที่ฉันมาหา...”

“...ไม่บอกหรอก”

คาซึยะยิ้ม พลางแนบหน้าผากลงบนหน้าผากมนของอรกฝ่าย จังหวะหายใจและเสียงของหัวใจเต้นดังลั่น แม้ไม่ต้องมีคำพูดอะไรออกมาให้หวานหู แต่ชายหนุ่มรู้ดีว่าโทโมฮิสะกำลังมีความสุขมากเพียงใด

“กลับบ้านเราเถอะนะ... ไปอยู่ข้างๆฉันเหมือนเดิม.....”

โทโมฮิสะตวัดลิ้นเลียกลีบปากตัวเองเบาๆ และเนื่องจากใบหน้าที่ประชิดกันอยู่นั้นทำให้ปลายลิ้นอ่อนเกลี่ยไปโดนกลีบปากบางของรัฐมนตรีหนุ่มด้วย คาซึยะแทบทนไม่ไหวหากแต่เขาก็ไม่วู่วามทำอะไรเหมือนกับที่จะจูบในทีแรก

“พูดมากชะมัด... ผมอยากได้ยินคำพวกนี้หรือยังไง?”

ปากคอเราะร้ายที่แข็งเสียจนน่าท้อใจแบบนี้
นี่ล่ะที่ทำให้คาซึยะน้ำลายหก

คำออดอ้อนของโทโมฮิสะ มันไม่ได้หวานเลี่ยนจนน่ารังเกียจ หากแต่มันเต็มไปด้วยความน่าหมั่นเขี้ยวเสียจนคาเมะอดใจไม่ไหวที่จะแปลงร่างเป็นเสือคอยตะครุบเหยื่อ
กรอบตารีเล็กของชายหนุ่มทอดมองอีกฝ่ายอย่างยากที่จะหักห้ามหัวใจ เขายิ้มเมื่อโทโมฮิสะหลุบสายตาลงและช้อนมองอีกครั้ง

“...ฉันหย่าแล้ว........”

ยามะพีจิ๊ปากอย่างขัดใจเมื่ออีกฝ่ายพูดประโยคที่เขาไม่ได้ต้องการจะได้ยินออกมา หย่าแล้วเรื่องนั้นครึกโครมจะตายชัก ที่เขาอยากได้ยินจริงๆน่ะ มันเรื่องอื่นต่างหาก!
และดูเหมือนคาซึยะจะมีความสุขกับการได้แกล้งอีกฝ่ายแบบนั้นเสียบ้าง เพราะเสียงหัวเราะในลำคออย่างเจ้าเล่ห์นั่นดังขึ้นติดๆกับสีหน้าไม่สบอารมณ์ของเด็กหนุ่มแทบจะทันที

“ยอมก็ได้.... โทโมฮิสะ......”

คาเมะกระซิบอีกรอบให้ดวงตากลมตวัดขึ้นมอง หลังจากนั้นชายหนุ่มก็โน้มตัวลงมาจนริมฝีปากอยู่ประชิดจนเรียกได้ว่า ถ้ามันขยับคงจะสัมผัสกันแน่ๆ
และมันก็ขยับช้าๆ....

“ฉันรักนาย....”

ในที่สุดยามาชิตะก็คลี่ยิ้มออก หากแต่ก่อนที่กลีบปากทั้งคู่จะทาบทับซึ่งกันและกันนั้น คาเมนาชิก็หยุดด้วยคำถามเบาๆด้วยหัวใจที่รอคอยเข้าเสียก่อน

“แล้วนายล่ะ.....”

ยามะพียิ้ม ยกสองแขนโอบรอบคอชายหนุ่มอย่างจเต็มใจพลางกัดริมฝีปากล่างของตัวเองเอาไว้
ดวงตากลมช้อนมองอีกฝ่ายก่อนจะก้าวเข้าหาคาซึยะให้อีกฝ่ายค่อยๆถอยหลังจนสะดุดขาตัวเลงล้มลงบนเตียงกว้าง
โทโมฮิสะคร่อมคาซึยะเอาไว้แล้วใช้หลังมือลูบแก้มชายหนุ่มด้วยความหลงไหลและโหยหา ก่อนจะโน้มตัวลงมาเป็นฝ่ายเริ่มต้นบทรักก่อนด้วยความคิดถึงแทบขาดใจ

“เรื่องนั้นไว้ทีหลังเถอะ ตอนนี้คุณน่ะหุบปากซักที”



END


Plus+


จุนโนะสุเกะเป็นคนแรกที่เดินเข้าบ้านหลังเล็กๆในช่วงเย็นของวัน ของสดที่ถือมาเต็มไม้เต็มมือวางลงบนโต๊ะกระจกหลังจากนั้นไม่นานทัตสึยะและยูอิจิก็เดินตามเข้ามาติดๆ

“ยามะจังไปไหนของเค้านะ ฉันเห็นรถของคาเมนาชินิ่?”

“อยู่ข้างบนล่ะมั้ง?”

ยูอิจิตอบพลางล้มตัวลงบนโซฟา ขณะที่อุเอดะเลือกของสำหรับเก็บเข้าตู้เย็นอยู่ใกล้ๆ

ตึง!!

เสียงจากชั้นบนของห้องนั่งเล่นซึ่งเป็นห้องนอนของจุนโนะกับยามะพีพอดีดังขึ้น ทั้งสามจึงหยุดทุกการกระทำเหลือบตามองขึ้นด้านบนพร้อมๆกัน

“ทะเลาะกันหรือเปล่านะ?”

ทัสสึยะถามพลางขมวดคิ้ว จุนโนะกับยูอิจิถึงกับแสดงสีหน้าตกใจออกมาเมื่อประโยคนั้นสิ้นสุดลง หากแต่เสียงที่ดังขึ้นติดๆกันหลังจากนั้นกลับทำให้อุเอดะกับนากามารุหน้าแดงจัด

‘ฮะ...อ๊ะ.....คาซึ.....’

“เอ๋!!! นั่นมันเสียงร้องของยามะพีนี่!! โดนรังแกอยู่แน่ๆเลย!”

จุนโนะสุเกะถึงกับทะลึ่งพรวดขึ้นมาจากโซฟา สองขายาวๆก้าวแทบจะในทันทีหมายเพื่อไปช่วยเพื่อนสนิทหากแต่กลับถูกยูอิจิรั้งคอเสื้อเอาไว้ก่อน

“อะ...อะไรกัน! พวกนายไม่คิดจะไปช่วยยามะหน่อยหรือไง!! ถูกรังแกอีกแน่ๆ ไม่ได้ยินเหรอ เสียงร้องนั่นทรมานเชียว!!”

“เอาน่า จุนโนะ ให้สองคนเขาเคลียร์กันเองเถอะ”

‘อ๊ะ....ฮะ....คาซึยะ ผมไม่ไหวแล้ว...อ๊ะ.....’

“นั่นไง ร้องอีกแล้ว!! จะปล่อยไว้ได้ยังไงกัน!! ฉันไม่ยอมหรอกนะ พวกนายไม่เป็นห่วงเพื่อนกันบ้างหรือไงเล่า!”

ทางุจิโวยวายขณะที่อุเอดะนั่งก้มหน้าแดงๆของตัวเองเอาไว้แล้วกำมือแน่น

“ช่างพวกเขาเถอะน่า....”

เสียงเล็กของทัตสึยะเอ่ยมาสั่นๆ ทำให้นากามารุถึงกับหัวเราะในลำคอไปด้วย

“นั่นสิ... เชื่อพวกฉันเถอะ ยามะพีไม่เป็นอะไรหรอก”

“แต่ว่า....”

“นายไม่รู้จริงๆเหรอจุนโนะว่านั่นมันเสียงอะไร?”

ยูอิจิถามซ้ำ ก่อนจะโดนทัตสึยะที่อยู่ใกล้ๆตัวฟาดเข้าให้ที่แขน 
จุนโนะนิ่งไปสักพักก่อนจะเงี่ยหูฟังอีกรอบ

‘อา...โทโมะ สุดยอดเลย.....’

ไม่ใช่มีแค่เสียงของยามาชิตะนี่นะ... ปลายคิ้วได้รูปขมวดเข้าหากันก่อนเสียงตึงตังจากด้านบนจะลอยมาอีกครั้ง

‘อะ.... คาซึ ผม....ผมรักคุณ....ฮะ...อ๊าา า....’

เมื่อเสียงกรีดร้องสุดท้ายสิ้นสุดลง จุนโนะสุเกะถึงกับหน้าถอดสีแล้วล้มลงนั่งพับบนพื้นพรมห้องนั่งเล่น ทัตสึยะลุกขึ้นยืนเป็นคนแรกก่อนลุกออกไปนอกบ้าน ทิ้งให้จุนโนะกับยูอิจิมีสีซับบนหน้าด้วยความเขินอาย

“บ้าชะมัด! ทำอะไรกันเบาๆหน่อยก็ไม่ได้... ไอ้เราก็นึกเป็นห่วง...”

จุนโนะบ่นกับตัวเองเบาๆแล้วยกมือขึ้นมาถูแก้ม ให้ตายสิ แค่ได้ยินก็เขินแทนเสียขนาดนี้แล้ว ไม่อยากจะนึกเลยว่าถ้าเขาขึ้นไปช่วยเมื่อครู่ล่ะก็


อร๊าย ย ยย ย >///<


THE END______________27062011

2011/Jun/29

Sassy boy:: 
Main Cast:Kamenashi-Yamashita
Authors: nishi
Type: Romantic Drama
Part: 08

 

**************
************




แสงไฟจากคอนโดของตัวเองที่โทโมฮิสะเห็นมันลอดออกมาจากช่องตาแมวทำให้ปลายคิ้วสีอ่อนขมวดเข้าหากัน
คนที่จะเข้าห้องโดยวิสาสะนั้นมีไม่กี่คน หากเป็นคาเมนาชิแล้วคงตัดไปได้ ป่านนี้น่าจะเริงร่ารสรักกับเจ้าสาวของตัวเองในห้องหอราคาแพงจนลืมเขาไปสนิทเสียแล้ว
มือเล็กบิดลูกบิดและคลายมันออก ดวงตากลมไม่แปลกใจที่อาคันตุกะภายในห้องเป็นผู้จัดการหนุ่ม หากแต่สิ่งที่สงสัยอยู่ครามครันคือในเวลานี้ โมโคมิจิมาทำอะไรในคอนโดของเขา มิหนำซ้ำ ในมือยังถือกระป๋องเบียร์จิบอยู่ขณะที่มีกีต้าร์ซึ่งปกติแล้วโทโมฮิสะไม่ได้หยิบมาเล่นบ่อยนักวางอยู่ข้างๆราวกับเพิงใช้มันเมื่อไม่นานมานี้

“....ฮายามิ...”

เมื่อถูกเรียกชื่อ ชายหนุ่มที่มีแววตาเหม่อลอยจึงเลื่อนจับจุดมายังเด็กหนุ่มเจ้าของห้อง ฮายามิยิ้มให้จากมุมปากแต่มันช่างดูไม่สดใสเอาเสียเลยในความคิดของเด็กหนุ่ม
โทโมฮิสะถอดรองเท้าไว้ข้างประตู แล้วเดินมานั่งใกล้ๆชายหนุ่มผู้มีกลิ่นแอลกอฮอล์ลอยหึ่ง ฮายามิเมาอีกแล้ว

“เก่งจริงนะ...โทโมฮิสะ ไปงานแต่งของหมอนั่นได้ด้วย...”

ยามะพีไม่ได้ลืมไปหรอกว่าเจ้าสาวของงานเป็นใคร และยิ่งดูเหมือนทำให้โมโคมิจิเฮิร์ทหนักขนาดนี้ เขาเองก็พอจะลำดับความสำคัญของอายะกับผู้จัดการส่วนตัวออก
ถึงตอนนี้ คงได้แต่นั่งเลียแผลใจให้กันและกันสินะ

น่าสมเพชเหลือเกิน...



“...เป็นยังไงบ้างล่ะ?”

“อันที่จริงคืนนี้ผมควรจะไปนอนที่โรงแรมกับซากุราอิ...”

“ทั้งๆที่รู้ใจตัวเองแล้ว นายก็ยังจะทำแบบนั้นอยู่อีกเหรอ?”

ฮายามิไม่ค่อยเข้าใจความหมายในสิ่งที่โทโมฮิสะทำลงไปนัก เด็กหนุ่มเอนตัวพิงกับเบาะ แล้วหยิบไลเตอร์รวมไปถึงบุหรี่นอกที่ซุกอยู่ในสาบเสื้อสูทขึ้นมาสูบ


เพราะว่ารู้ใจตัวเองน่ะสิ ถึงอยากดึงอีกฝ่ายกลับมาให้ไวที่สุด..

หรือไม่ก็ ให้ทิ้งเขาไปเลย อย่างน้อยก็น่าจะทำใจได้มากกว่าทรมานกันเรื้อรังอย่างเช่นตอนนี้


นั่นสิ... ถ้าทำให้คาซึยะทิ้งเขา.. โดยที่ไม่ลืมจะฝากรอยเจ็บเล็กๆเอาไว้ มันก็น่าสนุกไม่ใช่เหรอ?
โทโมฮิสะอัดควันบุหรี่เข้าปอดอีกครั้ง แล้ววางมันลงบนแก้วเซรามิคขนาดเล็กที่มันเต็มไปด้วยก้นกรองบุหรี่ตลอดสามสัปดาห์ที่ผ่านมา

“ฮายามิ... ผมน่ะ ไม่มีสเน่ห์แล้วหรือครับ?”

“เอ๊ะ... พูดอะไรแบบนั้น”

โมโคมิจิกระดกกระป๋องเบียร์ขึ้นมาดื่ม ขณะที่โทโมฮิสะค่อยๆคลายเนคไทค์รวมไปถึงกระดุมเม็ดบนๆของตัวเองออก ผู้จัดการหนุ่มเหลียวมองการกระทำของอีกฝ่ายจากหางตา

ไม่ใช่ว่าไม่สนเสียทีเดียวหรอกนะ... แต่มันก็ไม่ควรไม่ใช่หรือไง...?

“คาเมนาชิน่ะ จะเขี่ยผมทิ้งแล้วน่ะสิ...อีกทั้งซากุราอิก็ยอมปล่อยให้ผมกลับมาทั้งๆที่กำลังถึงตอนเข้าด้ายเข้าเข็มแท้ๆ.....”

โทโมฮิสะพูดโดยไม่สบตา แต่เขารู้ดีถึงแววตาคมของชายหนุ่มยามจับจ้องมาขณะที่ตนกำลังค่อยๆปลดกระดุมเสื้อไล่ลงมาช้าๆ

“ผมน่ะ เสียความมั่นใจลงไปมากเลยนะครับ”

โทโมฮิสะถอดเสื้อสูทตัวนอก วางลงบนโต๊ะกระจกกองรวมกับเนคไทค์สีชมพูอ่อน และตอนนั้นที่ดวงตากลมโตก็เหลือบกลับมามองชายหนุ่มที่สติเรือนลางเต็มทน

“โมโคมิจิ.....”

เสียงหวานเอ่ยกระซิบแผ่ว ก่อนที่ตัวเองจะค่อยๆขยับตัวเข้าหา สองแขนโอบรอบลำคอชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ให้สาบเสื้อเชิร์ตแยกออกจากกัน เผยให้เห็นผิวหนังสุกสว่างและเม็ดทับทิมสีอ่อนรำไร แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

“กอดผมได้หรือเปล่า..?”

โมโคมิจิสบตากับเจ้าของดวงตาหวานฉ่ำกลมโต แล้วค่อยๆปล่อยกระป๋องเบียร์ให้ร่วงลงสู่พื้น ใช้มือข้างยังคงเย็นเนื่องจากไอกระป๋องเครื่องดื่มโอบรอบเอวบางให้กระชับเข้าหา
ริมฝีปากอิ่มเผยอออกนิดๆ ก่อนกรอบตาหวานจะปิดลง อารมณ์ดิบต่ำที่คุกรุ่นมาหลายวัน ท่าทางยั่วเย้า รวมไปถึงความคับแค้นที่สุมในอกที่ถูกคาเมนาชิพรากคนที่รักไปทำให้ผู้จัดการหนุ่มละทิ้งซึ่งความผิดชอบชั่วดี

ตัวของยามะพีไม่ได้หนักเลยเมื่อฮายามิตระครองอุ้มมันขึ้นมาด้วยสองมือ และพาเข้าไปในส่วนของห้องนอนที่มีผ้าปูเตียงถูกจัดเอาไว้รวบตึงจากฝีมือของแม่บ้าน

แผ่นหลังของโทโมฮิสะแนบเข้ากับผืนเตียงนุ่ม ขณะที่สองมือปัดป่ายไปยังเรือนร่างสูงใหญ่ของโมโคมิจิ สองร่างกอดกระหวัดเกี่ยวกันแนบแน่น เป็นเหตุให้เสื้อผ้าถูกปลดออกจากร่างกายง่ายดาย
ฮายามิเน้นริมฝีปากจูบลงบนกลีบปากอิ่ม มือใหญ่ไล่เฟ้นไปยังสัดส่วนที่เนียนผ่อง ความนุ่มและผิวหนังที่ลื่นจัด ไม่อาจควบคุมสติของทั้งสองให้กลับสู่ความเป็นจริง

ราวกับเป็นความฝันที่ผิดศีลธรรม ไม่ใช่เพียงความสัมพันธ์ฉาบฉวยระหว่างผู้จัดการส่วนตัวกับนักร้องหนุ่ม หากแต่สิ่งที่พ่วงมามากกว่านั้น คือเพื่อนสนิทและคนรักของคาเมนาชิ คาซึยะ


ทั้งคู่ที่ตกอยู่ในห้วงอารมณ์ที่เจ็บปวด
เฝ้าเติมเต็มให้กันและกันผ่านรสจูบร้อนแรง และฝ่ามือที่ขยับเค้นลงบนเรือนร่างร้อนฉ่า


“อา.....”

โมโคมิจิบีบเน้นแกนกายที่ตื่นตัวของโทโมฮิสะด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็ค่อยๆปัดป่ายสำรวจไปยังช่องทางด้านหลังใกล้หว่างขา ปลายลิ้นสีเข้มกรีดกรายลงบนยอดอก โทโมฮิสะแอ่นแผ่นอกไหวกระเพื่อม

“ฮะ...อา....”

ความร้อนแผ่กระจายทั่วเรือนร่าง กลีบปากอิ่มเผยออกครวญครางสุขสม เมื่อฝ่ามือของโมโคมิจิบรรจงรูดไล้ให้โทโมฮิสะไม่อาจควบคุมตัวเองได้
สติกำลังกระเจิง..
หยาดน้ำไหลรินลงมาจากดวงตากลมโตอีกครั้ง...

หมากตัวสุดท้ายที่ชื่อ โมโคมิจิ...
ไม่ใช่หมากที่จะทำให้คาซึยะเจ็บใจและดึงดันให้เขากลับมาหา
หากแต่จะเป็นหมากที่ทำร้ายอีกฝ่ายด้วยความเจ็บปวดทรมานจากน้ำมือของเพื่อนสนิท
และทิ้งเขาไปอย่างไม่ใยดี...

ยามะพีรู้ดี หากพ้นผ่านคืนนี้ไปแล้ว... เขาจะกลับไปหาคาเมนาชิไม่ได้อีก
แบบนั้นก็ดีแล้วล่ะ..
ดวงตากลมโตปิดลงสนิท เมื่อปลายลิ้นของโมโคมิจิครอบเอาส่วนอ่อนไหวเข้าไปในริมฝีปาก...

...
..
.

หากแต่เสียงฝีเท้าและประตูที่เปิดขึ้นกลับทำให้ทั้งคู่หยุดชะงัก..

ใครบางคนที่ไม่น่าจะยืนอยุ่ตรงนี้ หยุดนิ่งและมองเพื่อนสนิทของตัวเองก้มๆเงยๆอยู่กับเรือนร่างเปลือยเปล่าของยามะพีด้วยแววตาที่เจ็บปวด..
โมโคมิจิละริมฝีปากออกมาจากแก่นกายที่แข็งขืนของเด็กหนุ่ม โชคดีที่เขาเพียงถอดเสื้อของตัวเองออกเท่านั้น กางเกงที่หมิ่นเหม่อยู่ยังเป็นหลักฐานว่า ฮายามิกับโทโมฮิสะ ยังไม่ได้กระทำจนถึง ขั้นนั้น..

ดวงตารีของคาเมนาชิมองเพื่อนสนิทของตัวเองและเด็กหนุ่มที่เป็นของเขาด้วยความสับสน
ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาตลอดแผ่นอก ไม่อาจมีคำพูดใดๆหลุดออกมาจากกลีบปากบางเฉียบ
สองขาก้าวออกมาฉับ นึกโทษตัวเองที่ตามไปถึงบ้านซากุราอิ และหัวใจก็โลดโผนยินดีเมื่อรู้ว่าโชไม่ทำอะไรยามะพี มิหนำซ้ำยังส่งจนถึงคอนโดอย่างสวัสดิภาพ..
แต่หัวใจที่เบิกบาน กลับถูกเหยียบด้วยฝีมือของคนที่เขาไว้ใจมากที่สุด
คาเมะได้ยินเสียงเรียกชื่อของตัวเองอยู่แว่วๆ หากแต่บัดนี้ เขาไม่อาจหยุดยืนเพื่อรับความรู้สึกนั้นเข้าไปได้อีกแล้ว..
ฆ่ากัน คงทรมานน้อยกว่า

ทั้งๆที่ฉันรักนาย...


ดวงตารีเงยขึ้น แต่สุดท้ายเขาก็ต้องปล่อยให้น้ำตาไหลรินลงมาพร้อมหัวใจที่แหลกสลาย... ความเจ็บปวดแผ่ซ่านทุกครั้งที่ลมหายใจผ่อนเข้าออก ความรู้สึกของการถูกทรยศทำให้ทุกคร้งที่หัวใจขยับ คาซึยะไม่อาจต้านทานแสร้งทำเป็นว่าไม่เป็นอะไรได้อีกต่อไป
เขาเจ็บ.... เจ็บเหลือเกิน...

แรงกระชากจากท่อนแขนทำให้คาซึยะหยุดเดิน.. เมื่อหันไปเห็นเสี้ยวหน้าของเพื่อนสนิทที่รั้งเอาไว้กำหมัดลุ่นๆก็โผเข้าหาอีกฝ่ายสมใจอยาก

‘ผัวะ!!’

แรงที่กระทบลงบนเสี้ยวหน้า ทำให้ร่างสูงใหญ่ของฮายามิเสียหลักเอนไปด้านหลัง เขารู้สึกเหมือนมีของเหลวข้นไหลออกมาจากจมูกโด่งเป็นสัน กระนั้น ก็ไม่ตอบโต้อีกฝ่ายกลับไป
ดวงตาของคาเมนาชิไม่ได้มีแววเสียใจหรือตระหนกเลยสักนิดที่ตัวเองลงไม้ลงมือกับเพื่อนสนิท หากแต่มันคมกร้าว ดุดันราวกับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจงใจล้วนๆ ใช่.. คาซึยะไม่เสียใจเลยที่ชกฮายามิไปเมื่อครู่

“กี่ครั้งแล้ว...?”

เสียงทุ้มเอ่ยถาม ขณะที่ดวงตาคู่รีค่อยๆแดงก่ำและฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำแห่งความเสียใจ จมูกของคาซึยะค่อนข้างแดง เขากำลังจะร้องไห้ ทั้งๆที่จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าครั้งสุดท้ายที่เสียน้ำตานั่นมันตอนกี่ขวบ

แค่เด็กผู้ชายแสบๆคนหนึ่ง..
ที่ไม่ได้คิดจะจริงจังตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ...
ทำไมในอกถึงได้ปั่นป่วนมากเสียขนาดนี้....

“ฉันถามว่า กี่ครั้งแล้วโมโคมิจิ ที่นายกับหมอนั่น....”

คาซึยะรู้สึกกระดากปากที่จะต้องพูดออกมาถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้ง หัวใจราวกับถูกเฉือนแล่ทั้งๆที่มันยังเต้นอยู่ช้าๆ นานแค่ไหนแล้วที่เขาถูกสวมเขาเช่นนี้
ยามะพีน่ะ ก็น่ารักใช่เล่นเสียเมื่อไหร่ ถ้าไม่ติดว่าเป็นของนาย ฉันเองก็ชักจะสนใจเหมือนกัน
คำพูดนั้นเหมือนแว่วเข้ามากระทบหู ราวๆเกือบเดือนก่อนที่ฮายามิเตือนให้เขาทำดีกับยามาชิตะเสียบ้าง..
หรือว่าตั้งแต่ตอนนั้นกัน?
ฟันคมขบกันจนเห็นสันกรามบดขี้ชัดเจน ดวงตาคาเมนาชิจริงจังผสานด้วยหลากความรู้สึก เมื่อง้างมือขึ้นหมายจะซัดปากแข็งๆของฮายามิ อีกฝ่ายก็เอ่ยออกมาหยุดการกระทำให้คาเมะค้างไว้เช่นนั้น

“ไม่เคย!!”

เสียงทุ้มของเพื่อนสนิทเอ่ยขึ้นดัง ดวงตาแสนสเน่ห์ของชายหนุ่มผิวสีน้ำผึ้งค่อยๆมองสบตากับคาเมะด้วยแววตาแข็งกร้าวไม่แพ้กัน

ฮายามิไม่ได้เสียใจเลยสักนิด หากคืนนี้ได้กอดยามะพีจริงๆ..

เพราะถ้าคาซึยะไม่ได้มาอยู่ที่นี่ เพื่อนชายก็คงกำลังกกกอดหญิงสาวอันเป็นที่รักของเขาเช่นเดียวกัน

“ฉันไม่เคยหักหลังนาย คาเมนาชิ....”

คาซึยะยกยิ้มหยันเล็กๆ ขณะที่แววตากำลังร้องไห้ ทั้งๆที่หลักฐานคาตาขนาดนั้นยังกล้าปฏิเสธอีกอย่างนั้นหรือ?
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาฝากปลาย่างไว้กับแมวสินะ
สมเพชในความเชื่อใจของตนที่มีให้เพื่อนสนิทเหลือเกิน เขากับโมโคมิจิเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มัธยมต้นแท้ๆ...

ก็ยังทำกันได้ลงคอ..

“ฉันไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียวจริงๆ มีแต่นาย คาซึยะ!! นายต่างหาก....”

“................”

“...ที่เอาตัวเธอไป....”

ฮายามิหลับตาลงกล้ำกลืนความเจ็บปวด ภาพแห่งความทรงจำที่เทกซัสค่อยๆผุดขึ้นมา หญิงสาวผู้สูงศักดิ์กำลังเมามายได้ที่ และเขาก็ไปส่งจนถึงโรงแรมในคืนนั้น

ช่วงเวลาสั้นๆที่ได้ใช้ชีวิตและปลดปล่อยซึ่งกันและกัน..

ความทรงจำเหล่านั้นเด่นชัดในวันที่คาซึยะแนะนำให้รู้จักคู่หมายที่ก่อนหน้าเคยเล่าให้ฟังขำๆว่า พลาดท่าไปนอนกับสตรีนางหนึ่งในสังคมไฮโซเข้าให้จึงต้องรับผิดชอบ พร้องกับความเห็นดีเห็นงามของเหล่าคณาเครือญาติที่คิดว่าทั้งคู่เหมาะกันทุกประการ

“...อายะเดียวกับที่นายเคยเล่าให้ฟังว่าตกหลุมรักหล่อนในเทกซัสน่ะหรือ?”

ตอนนี้กลายเป็นคาเมนาชิที่ลำคอแห้งผาด เขาได้ยินชื่ออายะหลุดออกมาจากปากเข้มของเพื่อนสนิทบ่อย หากแต่ไม่เคยนึกเอะใจเลยสักครั้งว่าจะเป็นทาเดมารุ อายะได้..

คนที่แทงข้างหลังให้อีกฝ่ายเจ็บปวดก่อน คือตัวเองโดยที่ท่านรัฐมนตรีหนุ่มไม่เคยรู้ตัวเลย...

ฮายามิลืมตาขึ้นอีกครั้งและทำท่าจะเดินจากไป หากแต่คาซึยะก็คว้าไหล่หนาเอาไว้ได้เสียก่อน

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปเอาคืนเสียสิ!!... ตอนนี้เธอกำลังแย่....”

โมโคมิจิไม่ได้ตอบโต้ เขาเพียงเอี้ยวหน้ามาฟังคำพูดของเพื่อนสนิทเท่านั้น

“ฝากขอโทษ และดูแลเธอดีๆด้วยฮายามิ อายะเป็นเหมือนน้องสาวคนหนึ่งของฉัน”

“ตัดสินใจแล้วสินะ...”

โมโคมิจิแค่นถามพร้อมรอยยิ้มที่มุมปากขณะที่รับกุญแจห้องสวีทของโรงแรมที่เป็นเรือนหอมาจากมือรัฐมนตรีหนุ่ม และหลังจากนั้น คาซึยะก็เดินผ่านไหล่ เป้าหมายคือไปสะสางเจ้าเด็กแสบที่ทำให้ปั่นป่วนไปหมด
คาเมนาชิรู้จักฮายามิและโทโมฮิสะดี หลังจากได้พูดคุยเมื่อครู่ ชายหนุ่มก็นึกภาพออกว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มเชิญชวนให้มีความสัมพันธ์เฉกเช่นนั้น

ถ้ายามะพีไม่ยอม... ฮายามิก็คงไม่ทำ...


และถ้าขืนเขามาช้ากว่านี้เพียงสักหนึ่งนาที... เขาก็จะต้องปล่อยมือจากโทโมฮิสะไปตลอดกาล...




ประตูคอนโดหรูถูกปิดลงด้วยแรงเหวี่ยงจากโทสะดังปัง! หากแต่ร่างของเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนโซฟา สูบเอาอากาศผ่านก้นกรองบุหรี่กลับไม่สะดุ้งสะเทือนเลยแม้แต่น้อย ดวงตากลมโตมองทอดไปเบื้องหน้า เขาไม่แปลกใจที่คนที่จะกลับมาในห้องนี้คือผู้ชายที่หุนหันพลันแล่นออกไปเมื่อพบภาพบาดตา

“เราต้องคุยกัน โทโมฮิสะ...”

ชายหนุ่มยังคงสวมชุดเดียวกับในงานเลี้ยง ขณะที่ยามะพีสวมเพียงชุดคลุมสีขาวที่ใส่เป็นปกติยามอยู่ที่พัก นั่งไขว่ห้างราวกับไม่ได้ยินเสียงทุ้มต่ำที่คำรามรอดไรฟัน และนั่นยิ่งทำให้คาซึยะโมโห

“อ๊ะ!!”

แขนเพรียวถูกกระชากขึ้น เป็นเหตุให้บุหรี่ที่คีบอยู่ด้วยปลายนิ้วหล่นลงพื้นพรมจนเป็นรอยไหม้ เจ้าของดวงตากลมโตตวัดมองคาเมนาชิอย่างดื้อรั้นแล้วพยายามสะบัดตัวหนี

“ปล่อย!”

“ทำเป็นหวงเนื้อหวงตัวทำไมกัน... เมื่อกี๊ยังระริกระรี้กับฮายามิอยู่เลย”

“เพราะเขาไม่ใช่คุณไง! จะเป็นโชก็ได้ ฮายามิก็ได้ แค่ไม่ใช่คุณ ผมก็ยอมให้สัมผัสทั้งหมดนั่นแหละ!”

ถ้าหากอารมณ์ของคาซึยะเปรียบดั่งไฟ คำพูดเชือดเฉือนจากกลีบปากอิ่มที่หลุดออกมานั่นก็ไม่ต่างจากน้ำมัน คาซึยะมีแวววาวโรจน์ในดวงตา ก่อนยามะพีจะไม่ได้เห็นมันเนื่องจากอยู่ๆก็ถูกอีกฝ่ายก้มหน้าลงมาประชิด กดเน้นริมฝีปากลงบนกลีบปากอวดดีโดยท้ายทอยก็ถูกกดจากมือแกร่งไม่ให้หลีกหนีพ้น

“อื้อ..!”

ถึงแม้พยายามสะบัดถอย หากแต่แรงที่มากล้นของคาซึยะก็ทำให้ยามะพีเพียงแต่ดิ้นขลุกขลัก ปลายลิ้นสอดแทรกเข้ามาในอุ้งปากอย่างดุดัน เน้นตรงกอบโกยมากกว่าจะป้อนจูบด้วยแรงพิศวาสทำให้โทโมฮิสะรู้ว่าเขากำลังถูกลงโทษด้วยจูบ
ปากเริ่มชาไปหมด ไม่นานจากนั้นก็ถูกฟันคมขบกัดจนทั้งตัวสะดุ้ง

“เจ็บ!!”

คาเมนาชิละริมฝีปากออกจากเด็กจองหอง เมื่อเห็นว่ามีรอยเลือดติดอยู่ตรงกลีบปากอิ่มแล้วเขาก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าทำรุนแรงเกินไป ยามะพีใช้หลังมือยกขึ้นมาปาดคาวเลือดออก ทว่าแววตาคู่นั้นก็ยังไม่อ่อนลงเลยสักนิด และนั่น ก็ไม่ได้ทำให้คาซึยะใจเย็นลงเช่นกัน

“ฉันสอนนายมาไม่ดีสินะ..มานี่!!”

มือใหญ่บีบที่ข้อมือเพรียว ก่อนกระตุกให้อีกร่างเดินเซตามแรงที่ชักพา ประตูห้องนอนสีขาวถูกผลักออก และโทโมฮิสะก็ถูกเหวี่ยงตัวลงบนเตียงนุ่มที่ยังยับเยินจากสภาพเมื่อครู่ของเจ้าของห้องกับผู้จัดการหนุ่มที่นัวเนียกันจนยู่ยี่ไปเสียหมด
หากแต่คาเมนาชิไม่ได้เคลื่อนตัวขึ้นคร่อมทับอย่างที่โทโมฮิสะคาดไว้ เขาเดินไปตรงโต๊ะทรงเตี้ยข้างหัวเตียงแล้วเลื่อนลิ้นชักของมันออก หยิบบางสิ่งที่โทโมฮิสะรู้ดีว่ามันคืออะไรออกมา ดวงตากลมโตที่ไม่ยี่หระในทีแรกถึงกับฉายแววตระหนก เมื่อเครื่องมือพลาสติกมากมายที่คาเมนาชิไม่ค่อยได้หยิบมาใช้กำลังถูกปาลงบนเตียง เฉียดตำแหน่งที่เขานั่งอยู่ไม่ไกลนัก
สิ่งสุดท้ายที่คาซึยะยังคงถืออยู่ คือแท่งพลาสติกทรงกระบอกสีชมพู ตรงส่วนปลายมีรอยหยักเล็กน้อยเลียนแบบเรือนร่างที่ใช้สร้างความหฤหรรษ์ และเพียงกดสวิตซ์ให้เครื่องมือทำงานเท่านั้น เจ้าไวเบรตเตอร์สีสันสดใสก็สั่นอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ในมือแกร่งของชายหนุ่มทันที

“ถ้ามันร่านนัก ก็หัดใช้ของเล่นพวกนี้ให้เป็นประโยชน์เสียบ้าง!”

“อ๊ะ!!”

โทโมฮิสะรู้สึกเจ็บที่ไหล่เมื่อคาซึยะปาเซ็กส์ทอยเครื่องนั้นมาใส่ ดวงตากลมโตรื้นไปด้วยหยาดน้ำ ทำไมเขาต้องมาถูกตำหนิเรื่องแบบนี้ด้วย

“นายนี่มันมักมาก! โทโมฮิสะ!!”

เสียงของคาซึยะตวาดดังก้อง คนตัวเล็กได้แต่ตัวสั่นเพราะเขาไม่เคยถูกโกรธจริงๆจังๆขนาดนี้เลยสักครั้ง

“สกปรก! ใครก็ได้ใช่มั้ย!! ใครสั่งใครสอนให้เป็นพวกหากินราคาถูกแบบนั้นกัน!”

“..................”

“หึ...พอซากุราอิไม่เอา ก็เลยมาหว่านล้อมฮายามิสินะ...”

“..................”

“กลายเป็นคนไร้ยางอายตั้งแต่เมื่อไหร่!! ไม่มีใครเขาอยากได้หรอก เศษเดนอย่างนาย!!”

“..................”

“ไม่มีใครเขาเอาหรอก....”

คาซึยะพูดประโยคสุดท้ายขณะที่เคลื่อนตัวขึ้นมาบนเตียง เจ้าของร่างสีน้ำผึ้งถดตัวถอยช้าๆ กระทั่งติดกับหัวเตียงแล้ว เขาก็ไม่รู้จะหลีกหนีไปทางไหน
ฝ่ามือแกร่งยกขึ้นบีบปรางค์แก้มไม่ให้ถอยหนี ดวงตาคมกร้าวของชายหนุ่มจับจ้องมาอย่างคาดโทษ โทสะที่ปะทุอย่างเกรี้ยวกราดยังคงเจือไปด้วยสายตาของความผิดหวัง

“....ฉันไม่รู้จะโมโหนายได้ยังไงอีกแล้ว...”

ถึงจะต่อว่าสารพัด สุดท้ายเมื่อเห็นโทโมฮิสะตั่วสั่นเม้มริมฝีปากแน่นสนิท นั่นก็ยิ่งทำให้หัวใจของเขาร้าวระบม ยิ่งครั้นเมื่อดวงตากลมโตที่ถูกบังคับให้สบตาค่อยๆปล่อยหยาดน้ำใสร่วงลงมาเอื่อยๆแล้ว คาเมนาชิก็ยิ่งเจ็บใจตัวเอง

โกรธมากแค่ไหน เขาก็รู้ดีว่าตนเป็นสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมด


ปึง!!

กำหมัดแน่นกระแทกเข้ากับผนังห้องเฉียดใบหน้าหวานใสเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ยามะพีกลัวจนตัวสั่นว่าหากเขาถูกใช้กำลังจริงๆจังๆขึ้นมาจะทำยังไง..
คาเมะโกรธขนาดที่ว่าจะฆ่าใครก็ได้แล้วเสียด้วยซ้ำ
และนั่น ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ยามาชิตะไม่อาจกลั้นน้ำตาของตัวเองได้อยู่เช่นเดียวกับทุกที เจ็บใจที่ถูกต่อว่าฝ่ายเดียว แต่เพราะความกลัวเข้าครอบคลุมในจิตใจ เขาจึงทำได้แต่ตัวสั่นงันงกอยู่ในอาณัติของอีกฝ่ายเท่านั้น

ถึงแม้จะลองคิดดูว่าบางที การสิ้นลมหายใจเสียตอนนี้ คงจะทรมานน้อยกว่าอยู่แบบถูกคาเมนาชิเกลียดเข้าจริงๆ..

สุดท้ายตัวเองที่อ่อนแอ ก็ได้แต่ยอมรับว่า ที่กลัวที่สุดในดวงตาดุดันคู่นั้นคือคาเมะเกลียดและไม่เห็นค่าของเขาจริงๆ...

“....ยอมแพ้ก็ได้......”

แต่แล้วอยู่ๆ ชายหนุ่มผู้มีแววตาเกรี้ยวกราดก็เปลี่ยนน้ำเสียงที่กระโชกโฮกฮากกลับมาอ่อนโยนอีกครั้ง ดวงตาหวานกระพริบปริบๆเมื่อปลายนิ้วหัวแม่มือชายหนุ่มบรรจงเกลี่ยลงบริเวณปรางค์แก้ม

คงสงสารที่เห็นน้ำตาของเขา... ถึงได้อ่อนลงมากขนาดนี้..
ขอโทษเถอะ แต่โทโมฮิสะไม่อยากจะเป็นคนน่าสมเพชในสายตาคาซึยะนักหรอก..

“ขอโทษ....”

กลีบปากบางเอ่ยเสียงเบาข้างใบหู เขาแนบกายลงมาและโอบกอดร่างเล็กเอาไว้ให้จมหายเข้าไปในเสื้อสูทแต่งงาน ยามาชิตะไม่อาจปล่อยให้น้ำตาของตัวเองรินไหลลงอย่างช้าๆและเงียบเชียบได้อีกแล้ว สุดท้ายเกราะกำแพงที่แสร้งทำว่าเข้มแข็งและไม่รู้สึกอะไรมาตลอดก็พังทลายลง
อ้อมกอดของคาเมนาชิอบอุ่น และมันไหวกระเพื่อมยามที่เขาซบลงบนมันโดยไม่ขัดขืนอีกครั้ง

คาซึยะร้องไห้...

แม้จะไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุอะไร แต่โทโมฮิสะก็ค่อยๆเคลื่อนมือของตัวเองไปโอบกอดเพื่อปลอบประโลมอีกฝ่ายแผ่วเบา...

ทั้งๆที่... น้ำตาของตน ก็ยังไหลอยู่ไม่ขาดสาย และมันก็เต็มไปด้วยแรงสะอึกสะอื้นที่ออกมาจากความเจ็บปวดแทบขาดใจก็ตาม...

“...ฉันรักนาย.....”

ถึงแม้ความตั้งใจตั้งแต่แรกเริ่ม คาเมนาชิไม่คิดจะเอ่ยคำนี้ออกมาให้ถูกโทโมฮิสะแสยะยิ้มและมองมันเป็นเรื่องตลกเลยก็ตาม แต่มาถึงตอนนี้ ความรู้สึกภายในที่มันล้นปรี่ก็อยากจะบอกให้อีกฝ่ายรับรู้เสียบ้าง
เห็นใจเขาบ้างเถิด... หากจะคิดตีจากกันไปจริงๆ....
อย่าทำร้ายเขาที่หลงรักยามะพีจนอ่อนแอถึงขั้นนี้เลย..

และปฏิกิริยาจากอีกฝ่ายก็ไม่ได้ทำให้คาเมนาชิแปลกใจเลยสักนิด โทโมฮิสะเริ่มต่อต้านและดิ้นขลุกขลักทันทีที่ประโยคเมื่อครู่จบลง

“โทโมะ...ฉัน.....”

“หยุดพูดเรื่องบ้าๆนั้นนะ!!”

สุดท้ายก็ผลักออกจนได้ คาซึยะถอยเว้นระยะห่างระหว่างตัวเองกับคู่สนทนาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เจ้าของดวงตากลมโตตวัดมองอย่างเอาเรื่อง มันยังคงดื้อดึงและไม่ได้โอนอ่อนให้บ้างอย่างที่คิดจริงๆด้วย

เรื่องบ้าๆอย่างนั้นเหรอ..
เขาแค่รักยามะพีเท่านั้นเอง...

“อย่าพูดแบบนั้น ถ้าคุณไม่ได้รู้สึกจริงๆ! คุณน่ะ!!!”

เจ้าของร่างเล็กในอาณัติตะเบ็งเสียงเสียจนตัวสั่น มือนิ่มจงใจออกแรงผลักชายหนุ่มให้พ้นตัวแรงๆสองสามทีแต่มันก็ดูเหมือนจะไม่สะดุ้งสะเทือนไปถึงอีกฝ่ายสักนิด

“ไม่ต้องมาสงสารผมถึงขั้นนั้นหรอก!!!!!!”

“ไปกันใหญ่แล้วโทโมฮิสะ!”

เพราะกำลังถูกดูถูกในความรู้สึกของตัวเอง คาเมนาชิจึงรวบข้อมือบางที่เอาแต่ผลักไสเข้าหากัน ดวงตารีเล็กจ้องมองไปยังกรอบตาโตฉ่ำน้ำของอีกฝ่ายที่มันยังแดงระเรื่อและมีหยาดใสๆของน้ำตารินลงมาช้าๆอย่างต่อเนื่อง กระนั้น กลีบปากอิมก็เผยอท้าทายไม่หยุดหย่อน

“...ฉันไม่ได้พูดเล่น......”

“ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่หย่ากับเธอล่ะ! เลือกผมสิ! คุณรักผมไม่ใช่เหรอ!! หย่าเลยสิ!!!!!”

“ฉันยังทำให้ไม่ได้! เข้าใจบ้างสิ!!!”

เสียงตวาดนั่นดัง หากแต่มันไม่ได้เรียกความหวาดกลัวออกมาจากยามะพีได้เฉกเช่นในตอนแรกอีกแล้ว
โทโมฮิสะเชิดดวงหน้าหวานขึ้น ก่อนจะถ่มน้ำลายใส่หน้าชายหนุ่มอย่างดูถูก

“คุณมันก็ไอ้พวกปากดี.....”

“................”

“แสร้งบอกว่ารักต่างๆนานา คิดว่าผมจะหลงกลจริงๆอย่างนั้นเหรอ?”

“.....................”

“เก็บมันเอาไปหลอกคนอื่นเถอะคาเมนาชิ! ผมไม่ใช่คนโง่!!!!!!!!”

ยิ่งถูกตวาดใส่หน้าแรงเท่าไหร่ รัฐมนตรีหนุ่มยิ่งท้อถอยในจิตใจ ความรักที่มีไม่อาขส่งไปถึงอีกฝ่ายให้รู้สึก มันเป็นแค่ลมปากที่ไร้ค่าเท่านั้น
ผ่านมาและผ่านไป ไม่ได้ทำให้จิตใจอันเต็มไปด้วยทิฐิเบาบางลงแม้แต่น้อย..

มีแต่เขาสินะ... ที่คิดไปเองฝ่ายเดียว....

คาซึยะหลับตาลงพร้อมกับความเจ็บปวดที่แล่นพล่านอยู่ในอก มือใหญ่บีบกำจิกเข้าหากันแน่นเพื่อควบคุมโทสะที่เจือไปด้วยความผิดหวังก่อนจะก้มหน้าลงใช้หน้าผากชนอีกฝ่ายด้วยหัวใจที่ปวดร้าว
หากจะทำให้นายพอเข้าใจในสิ่งที่ฉันคิดบ้าง...

“....ฉันไม่ได้หลอกนาย โทโมะ....”

ดวงตากลมโตฉายแววสับสนเมื่ออีกฝ่ายไม่เกรี้ยวกราดใส่อย่างที่ควร อีกทั้งท่าทางกลับยังดูอ่อนแรงคล้ายจะกับคนที่เสียใจจนหมดกำลังจะดื้อรั้น ทั้งๆที่อยู่ในอาณัติของแขนแกร่ง แต่บัดนี้โทโมฮิสะไม่ได้รู้สึกอึดอัดเพราะกรงขังมากเท่ากับกิริยาที่คาซึยะกำลังแสดงออกมาเลยสักนิด

สองมือออกแรงดันไล่หนาให้เคลื่อนออก หากแต่คาเมนาชิกลับเบียดตัวเองเข้าหาและโอบกอดอีกฝ่ายเอาไว้ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี

“...ฉันจะหย่า.. แต่ช่วยรอหน่อยได้มั้ย....”

โทโมฮิสะรู้สึกว่าเขากำลังจะใจอ่อน ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและไออุ่นจากอ้อมแขน ดังนั้นดวงหน้าหวานจึงสะบัดหนีและดิ้นขลุกขลักให้พ้นจากความอบอุ่นที่โอบล้อมรอบตัว เสียงหัวใจของคาซึยะดังแผ่ว กำลังเอ่ยวอนอีกฝ่ายจากหัวใจที่จริงจัง..

“ระหว่างนี้... ช่วยเปิดใจรับความรู้สึกของฉันบ้างเถอะนะ.....”

ดวงตาคมตวัดขึ้นมามองอีกฝ่ายที่ยังคงไม่สบตา อากัปกิริยาที่แสดงว่ารังเกียจหนักหนาทำให้คาซึยะรู้สึกคับแน่นในอก รัฐมนตรีหนุ่มจับจ้องเสี้ยวหน้าของโทโมฮิสะอยู่นาน อยากจะโน้มตัวลงไปจูบที่กลีบปากเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกที่ตัวเองมีจนล้น หากแต่เขากลับหยุดทุกการกระทำไว้ที่ตรงนั้น

"...กลับไปเถอะ....."

"โทโมะ...."

"ผมต้องการที่จะอยู่คนเดียว ได้โปรด... กลับไปซะ...."

โทโมฮิสะหลับตาลง กล้ำกลืนความอ่อนไหวของตัวเองลงคอก่อนจะคลี่เปลือกตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชากลับมามองชายหนุ่ม 
ต้องใจแข็งให้ถึงที่สุด ถ้าไม่อยากจะตกเป็นรองหรืออยู่ในฐานะครึ่งๆกลางๆแบบนี้...

เชื่อได้สักเท่าไหร่กัน กับนักการเมืองปลิ้นปล้อน...

คำพูดหวานหูนั่น.... มีเรื่องจริงอยู่สักเท่าไหร่เชียว...


โทโมฮิสะแค่อยากพิสูจน์......ก็เท่านั้นเอง



TBC