พิธีจบการศึกษาผ่านพ้นไปอย่างเงียบเชียบ เด็กหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยรู้จักกับเสียงหัวเราะและความสดใส กำลังเก็บเสื้อผ้าของตนลงกระเป๋าไปอย่างเงียบเหงาในวันเดียวกัน จากนี้ เขาควรทำอย่างไรต่อไป......เจ้าตัวยังไม่รู้เลย หลังจากวันที่ถูกยามะพีตัดความสัมพันธ์ในตอนนั้น ทุกอย่างก็เดินต่อไปราวกับเครื่องจักร เขาทำ ในสิ่งที่ควรจะทำ แต่เขาไม่ได้ทำ ในสิ่งที่หัวใจสั่งให้ทำอีกต่อไป เคียวโกะเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่มาถามไถ่อาการผิดปกติของเขาไปบ้าง แต่ไม่นานนักหล่อนก็ละความสนใจไปเองในเมื่อคำว่า 'ช่างฉันเถอะ' หลุดออกมาจากริมฝีปากนี้เพียงประโยคเดียว
แค่คนๆเดียว สามารถทำให้เขาเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้เชียวหรือ?
ว่าแล้วคาซึยะก็นึกขันตัวเองอยู่ในใจ
เสื้อตัวสุดท้ายที่คาซึยะยัดมันลงในกระเป๋า เป็นเสื้อตัวเดียวกับวันที่เขาใส่พาโทโมฮิสะไปที่บ้านคุณยาย
ทำไม.........ทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงได้มีแต่ภาพคืนวันที่ดีเก่าๆมาคอยทำร้ายเขาด้วยนะ
วันที่เห็นร่างแสนเสน่ห์มาพร้อมกับผู้ชายอีกคนในครั้งนั้น วันที่พาคนที่ไกลเกินเอื้อมมาค้างที่บ้าน กระทั่งวันที่ยามะพีบอกเลิก รสรักครั้งสุดท้ายที่ได้ลิ้มลอง คาซึยะยังจำมันได้ดี วันนั้น ยามะพีกอดเขาแน่นกว่าทุกวัน..........มันทั้งหอมหวาน และซาบซ่า......แต่สุดท้าย.........มันกลับมาทำร้ายเขาให้เจ็บปวดเหลือเกิน
คาซึยะแค่นยิ้มออกมาอีกครั้ง เขาไม่อาจคิด ว่าตอนนี้ยามาชิตะจะเป็นอย่างไร.......สบายดี หรือว่ามีคนใหม่หรือยัง..........
"เฮ้อ~"
เสียงถอนหายใจดังออกมา คาซึยะมองตั๋วเครื่องบินไปฝรั่งเศสไฟท์เที่ยงคืนแล้ว ก็ยังเหลือเวลาอีกสามชั่วโมง ร่างสูงหยิบกล้องตัวใหม่ราคาหลายสิบล้านที่คุณยายซื้อให้เป็นของขวัญจบการศึกษาขึ้นมาพิจารณา น่าเสียดาย ที่ตอนนั้น เขาไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้กับโทโมฮิสะเลยสักรูป ถ้ามีเก็บเอาไว้ คงไม่คิดถึงขนาดนี้หรอกกระมัง..........
แชะ แชะ ...........
เสียงกดชัตเตอร์ดังขึ้น เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นไปมองบนเพดาน
แชะ แชะ แชะ...........
หมอนใบนี้ เป็นหมอนที่เขากับโทโมฮิสะหนุนด้วยกันในคืนแรก
ทำยังไง..........ฉันถึงจะลืมนายได้กัน...............คนดี.........
คาซึยะลดกล้องถ่ายรูปลง ยืนนิ่งอยู่กับที่และปล่อยให้น้ำตาแห่งความหลัง ไหลลงมาโดยไม่เช็ดมันออกไป
เจ็บเหลือเกิน.........................
ดวงตารีปิดลงอย่างเหนื่อยล้า เขาสะบัดหน้าแรงๆสอง-สามทีหลังจากนั้น และคว้ากระเป๋าใบโตขึ้นมา
ถึงเวลาที่จะต้องไป..........และทิ้งเรื่องเก่าๆ เอาไว้สักที.............
ซึบาสะโบกมือลาคุณหนูที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กด้วยรอยน้ำตา ด้วยโรคซึมเศร้าที่พ่อเลี้ยงของยามาชิตะสังเกตได้ ยามะพีจึงได้รับคำสั่งให้ไปเรียนต่อเอาปริญญาตรีใบที่2ที่อิตาลีแก้ว่าง ถึงแม้ซึบาสะจะรู้ว่ามันเป็นวิธีแก้ที่ไม่ถูกนัก แต่เขาก็ไม่มีวิธีที่ดีกว่าที่คุณท่านทำเลยแม้แต่น้อย
ยามะพีฝืนยิ้มให้พี่เลี้ยงด้วยสีหน้าซีดเซียว
............ทั้งๆที่เป็นคนบอกเลิกเองแท้ๆ.............
แต่ทำไมคนที่เขาไม่ต้องการจะให้เจอกันอีก กลับเป็นคนที่เขาอยากไปหามากที่สุดในเวลานี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน
กับเคียวโกะ คงไปด้วยกันได้ดี ทางด้านของจินกับฮิโรกิ หรือจะเป็นฮิเดอากิกับซึบาสะ ทุกคนก็ล้วนแต่มีความสุขในเรื่องของความรักกันทั้งนั้น ล่าสุดยามะพียังได้ยินมาว่าฮิโรกิยอมย้ายไปอยู่ที่บ้านจินแล้ว
ทุกคน ช่างมีความสุขกันจริงนะ
แวบหนึ่งที่ยามาชิตะเผลอคิดไปว่า ถ้าเคียวโกะตาย...........แต่แล้วก็ต้องตบหน้าตัวเองแรงๆ ในเมื่อคาซึยะไม่ได้รักเขา......ต่อให้เคียวโกะจะอยู่หรือตายไป มันก็ไม่ต่างกันอยู่ดี
เขาเงยหน้าขึ้นมองเพดานที่สูงลิบของสนามบิน พลางลากกระเป๋าเดินไปตามทางที่ค่อนข้างว่างของสนามบินยามห้าทุ่มกว่า
หากโทโมฮิสะ มองทางสักนิด เขาอาจจะได้ทราบว่า........
คนที่เดินนำอยู่ข้างหน้า ไม่ใช่ใครที่ไหน..........นอกจากคนที่เขาเฝ้าคิดถึงอยู่ตลอดเวลาเลย..............
เนิ่นนาน......ของกาลเวลาที่หมุนเวียนผ่านไป..............
จากวัน เป็นเดือน จากเดือน.........เป็นปี.............
แล้ววันหนึ่ง..............ก็เดินทางมาถึง
ภาพดอกทานตะวันเหี่ยวๆถูกจัดโชว์เอาไว้ ณ ห้องภาพโทรมๆที่ฝรั่งเศส การเดินทางทั่วโลกของคาซึยะยังไม่จบลง เช่นเดียวกันกับหัวใจที่ท่องไปอย่างเหว่ว้าดวงนี้
แชะ แชะ แชะ.........
เสียงภาพถ่ายดังขึ้น และเงียบลงเป็นพักๆ เมื่อเห็นคนที่เดินผ่านไปเมื่อครู่แล้ว ช่างจับตาจนน่าเก็บมาเป็นแบบเสียจริง
ผู้หญิงหรือผู้ชายกันนะ?
ตากล้องมองตาม พลางวิ่งไปคว้าท่อนแขนชาวเอเชียที่หลงมาเดินคนเดียวหน้าแกลลอรี่เก่าๆแห่งนี้ตามลำพัง
"อ๊ะ...........เอ่อ ขอโทษ.......แต่เป็นแบบให้ได้มั้ย....."
"ฉันรีบ.........."
"นี่คุณ.....คนญี่ปุ่นเหมือนกันน่า ขอแค่น้ำใจซัก 2 - 3 นาทีเอง ตาคุณน่ะ มันเศร้าดี ฉันชอบ........ชื่ออะไรเหรอ?"
"ยามาชิตะ...........ยามาชิตะ โทโมฮิสะ ถ้าจะถ่ายก็รีบๆด้วย ฉันมีเรื่องจะต้องทำ........."
ตากล้องร่างอรชรใบหน้าขาวใสพยักหน้าลง และกดชัตเตอร์รัวๆหลายครั้ง ถึงแม้ฟังดูแล้วเสียงจะน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่เมื่อฟังแล้ว ชายหนุ่มก็คิดไปถึงใครบางคนที่ห่างหายกันมานานนับ 5ปี
ป่านนี้ คงตัวเท่านี้ คงบุคลิกแบบนี้ และอายุก็เท่ากับตากล้องที่ถ่ายเขาอยู่นี่ล่ะกระมัง
"คาซึยะ.........."
ว่าแล้ว ริมฝีปากบางก็พึมพำออกมาเป็นเสียงเบาของลมหายใจ ช่างคิดถึงอ้อมกอดที่อบอุ่น และแววตาที่แสนดีคู่นั้นเหลือเกิน
"นี่........มีแฟนแล้วเหรอ แย่จัง ว่าจะจีบซักหน่อย.........."
"ยังไม่มีซักหน่อย! เธออย่าไร้มารยาทได้มั้ย ฉันโตกว่าเธอนะ"
เด็กตากล้องที่อยู่ตรงหน้ายิ้มทะเล้น แล้วจู่ๆก็คว้าฉับที่ข้อมือเล็กเดินเข้ามาในแกลลอลี่ทันที
"แววตาของคนที่กำลังคิดถึงคนรักอยู่ชัดๆเลย.......นี่ เข้ามาดู ฉันมีเพื่อนคนนึงก็มีแววตาแบบนี้เหมือนกัน อ๊ะ ไม่ต้องถอดรองเท้าหรอก"
ยามะพีขมวดคิ้วจนเป็นปมแน่น เจ้าเด็กสาวท่าทางแก่นกะโหลกนี่จะเอายังไงกับเขากันแน่
"นี่ไงๆ เดี๋ยวเปิดผ้าคลุมก่อน.........."
ยามาชิตะแสดงท่าทีหงุดหงิดระคนรำคาญออกมาอย่างเห็นได้ชัด เขากวาดตามองไปโดยรอบแกลลอรี่เล็กๆนั่น เจ้าของห้องที่เหม็นอับอย่างนี้ กี่ทีๆก็คิดถึงคาซึยะอยู่ดี
โทโมฮิสะถือวิสาสะเดินไปเปิดไฟให้ภายในห้องสว่างขึ้นทันตา และสายตา ก็ไปสะดุดอยู่ ณ รูปภาพที่เป็นลายฝ้าเก่าๆ และหมอนใบนั้น...........
ไม่ว่านานเท่าไหร่..........เขาก็จำลายของมันได้...........
"นี่ไง......หมอนี่หน้าตาดีใช่ไหมล่ะ ที่จริงภาพในแกลลอรี่นี้ก็เป็นของหมอนั่นซะส่วนใหญ่ล่ะ แต่นานๆจะกลับมาดูแลซักที เอาแต่เที่ยวถ่ายรูปเสียจนลืมฉันไปสนิทเลย"
ยามะพีหันหน้าพรึ่บมามองรูปใบใหญ่ที่เมื่อครู่ถูกผ้าสีขาวเลอะฝุ่นคลุมอยู่ บัดนั้นเอง ที่หัวใจมันก็เต้นรัวอีกครั้ง
"คาซึยะ........."
"อ๊ะ......รู้จักกันด้วยเหรอ?"
เด็กสาวห้าวเอ่ยถามพลางส่งสายตาประหลาดใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง ใบหน้าของคาซึยะที่ดูซีดเซียวกว่าเมื่อสามปีก่อน แววตาคู่นั้น.........ทั้งเศร้าสร้อย หดหู่ และเต็มไปด้วยความคิดถึงที่ส่งออกมาอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งที่เขาทำมา ทรมานตัวเองมาตลอด5ปี โทโมฮิสะเพิ่งประจักษ์ตอนนี้........ว่ามันไม่มีประโยชน์เลย.........
คาซึยะ ไม่ได้มีความสุข อย่างที่เขาวาดหวังให้คาซึยะมี
"เขา.....เป็นยังไงบ้าง..........."
เด็กสาวที่ดูเหมือนเป็นลูกมือในแกลลอลี่นี้หันมองดวงตาที่เต็มตื้นไปด้วยความโหยหานั้น แล้วยกกล้องขึ้นมาช้าๆ
แชะ............
"หมอนั่นแต่งงานกับผู้หญิงที่เรียนมาด้วยกัน ประมาณปีนึงแล้วก็หย่า มีลูกเล็กๆสองขวบที่ตอนนี้กระเตงไปถ่ายรูปทั่วโลกอยู่น่ะ"
"หย่า?.........."
"อืม ฉันไม่รู้ตื้นลึกหนาบางหรอกนะ ตอนมารู้จักฉันหมอนั่นก็หย่ากับแฟนไปแล้ว........แต่ทั้งๆที่อยู่ญี่ปุ่น ผู้หญิงคนนั้นก็แวะมาที่แกลลอรี่บ่อยๆนะ ฉันรู้มาว่ายัยนั่นแต่งงานใหม่กับเพื่อนชาวต่างชาติที่เจอกันในมหาลัยน่ะ"
หยดน้ำตาร้อนผ่าวไหลรินลงมายังปรางค์แก้มสีชมพูซีดเมื่อรับฟังแต่ละประโยคจากเด็กสาว มันบ่งบอกถึงความโดดเดี่ยวของคาซึยะ......
เขาผลักไสให้คาเมะ อยู่คนเดียวตลอด 5 ปีเชียวหรือ?
ผ้าเช็ดหน้าเลอะสีอะคีลิคถูกยกขึ้นมาโดยเด็กสาวที่น่ารำคาญเมื่อครู่เพื่อเช็ดหยดน้ำตาให้ชายหนุ่ม แต่โทโมฮิสะก็ปัดมันออก
"อยูไหน?..........."
"อะไร อยู่ไหน?"
"เขาอยู่ไหน.............คาซึยะน่ะ เขาอยู่ที่ไหน.........."
"ระ...........เรื่องนั้นใครจะไปรู้เล่า หมอนั่นก็เดินทางไปเรื่อยๆแหละ แต่วันก่อนหมอนั่นส่งรูปถ่ายมาดูท่าเหมือนถ่ายจากส่วนไหนสักแห่งของเกาะกวมนะ แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะไปที่อื่นรึยัง หมอนั่นไวยังกะปรอท รึถ้าไม่อยากให้พลัดกันนายก็รออยู่ที่นี่แหละ ซัก5 - 6 เดือนหมอนั่นก็มาแล้ว"
"ฉันไม่รอหรอก.........ฉันให้เขาอยู่คนเดียวไม่ได้อีกแล้ว......ฉันทำร้ายเขาไม่ได้อีกแล้ว!!!"
พูดจบร่างบางก็วิ่งออกจากแกลลอรี่โทรมๆ ทิ้งให้เด็กสาวที่เป็นดั่งกุญแจสำคัญยืนเกาหัวแกรกด้วยความไม่เข้าใจ
แชะ แชะ.........
"โอโต้ซัง........โอโต้ซัง............."
เสียงเล็กๆของเด็กชายดังขึ้น พร้อมกับร่างที่เดินเตาะแตะในชุดสีน้ำตาลอ่อนเปื้อนฝุ่น
"That's a fish......fish......"
ปลายนิ้วเล็กชี้ไปยังแมวตัวโตตาสีเหลืองที่นั่งอยู่บนตักของนักท่องเที่ยวชราคนหนึ่ง ชายหนุ่มลดกล้องถ่ายรูปลงและหันมาอุ้มลูกชายคนเดียวขึ้นมา
"It isn't...."
"A fish....."
"Cat.........."
คาซึยะอธิบายลูกชายที่เพิ่งพามาอยู่ด้วยเมื่อปลายเดือนที่แล้วอย่างใจเย็น แต่ดูเจ้าตัวไม่ได้ใส่ใจนัก ในเมื่อกล้องที่โอโต้ซังมักหมกมุ่นอยู่กับมันตลอดเวลาคล้องคออยู่ใกล้มือเด็กแค่เอื้อม เจ้าตัวซนจึงดูเหมือนจะสนใจมันมากกว่าสิ่งใด
"what's this..... cat?....."
คาซึยะหัวเราะในลำคอ นึกเอ็นดูเด็กนี่อยู่เหมือนกัน แต่ก็แปลกดีนะ ทั้งๆที่เขาก็มีตัวป่วนอยุ่ข้างๆตลอดเวลา แต่ทำไม..................เหมือนอยู่คนเดียวทุกนาที
ท้องฟ้าข้างบนเป็นสีสดใสของฤดูหนาว กลิ่นของหมอกทำให้เขารู้สึกฉุนจมูกและเช่นเดียวกับเจ้าตัวเล็กที่เอาแต่ง่วนอยู่กับของเล่นชิ้นใหม่ด้วย
ตอนนี้ยามาชิตะคนดี จะอยู่ที่ไหน จะนอนห่มผ้าหรือเปล่านะ ไม่สิ ควรจะถามว่า คนที่อยุ่ข้างๆ จะห่มผ้าให้ก่อนนอนหรือเปล่านะ
ดวงตารีเล็กหรี่ตาลง เพื่อไม่ให้รู้สึกถึงอาการแสบนัยน์ตาให้มากนัก ไม่ว่านานเท่าไรๆ จะไม่มีวันที่เขาจะลบเลือนภาพในใจนั้นไปได้เลยหรือไรกัน? เขากระชับอ้อมแขนที่กอดลูกชายเอาไว้แนบอก ราวกับจะปกปิดเจ้าตัวเล็กว่าโอโต้ซังของเขากำลังอยากจะร้องไห้มากเพียงใด
ภาพถ่ายของเกาะกวมจากที่ราบสูงเป็นภาพที่โรแมนติกได้อย่างเศร้าสร้อยยิ่งนัก อาจเป็นเพราะใกล้ถึงวันขึ้นปีใหม่แล้ว นักท่องเที่ยวจึงนิยมมาเที่ยวผาสูงนี้มากกว่าปกติ และเมื่อนำภาพที่ถ่ายออกมาล้างดูแล้ว คาซึยะก็ทราบว่าภาพส่วนใหญ่ เป็นภาพของคู่รักที่มาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กันที่นี่
เกาะกวม เป็นที่รู้จักกันดีในชาวต่างชาติว่าเป็นสถานที่แห่งความรักโรแมนติก ไหนจะผาสูงที่มีกลิ่นอายของตำนานเก่าๆที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
รู้ทั้งรู้ว่านี่เป็นสถานที่อย่างไร แต่คาซึยะยังดันทุรังพาตัวเองมาทรมานใจถึงที่นี่......เพียงเพราะคิดว่า บางที เขาอาจจะได้เจอโทโมฮิสะ.......กำลังมีความสุขกับใครสักคน............ที่ไม่ใช่เขา
ไม่ใช่ว่าคิดว่าโทโมฮิสะเป็นคนเปลี่ยนใจง่าย แต่แท้จริงแล้วในใจของคาซึยะกำลังคิดถึงเรื่องคำบอกลาที่ว่า'เราไม่ได้รักกัน'ในวันนั้น เหมือนกับว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับหน้าหวาน เป็นเพียงเรื่องที่เขาเพ้อฝันอยู่ฝ่ายเดียว ก็คงไม่แปลกอะไร ถ้าวันหนึ่ง เขาอาจจะเจอโทโมฮิสะกับใครบางคนที่เขาไม่รู้จัก รักกัน
คาซึยะเดินกลับเข้าโรงแรมโดยที่มือข้างหนึ่งอุ้มเจ้าตัวเล็ก ส่วนอีกข้างก็ถือกล้องถ่ายรูปราวกับเป็นสิ่งสำคัญพอกัน
แสงไฟสีเหลืองถนอมสายตาในห้องจุดเปิดขึ้น คาเมะวางกล้องเอาไว้บนโต๊ะขนาดกลางที่ตั้งเด่นในห้อง ก่อนเดินเอาเจ้าตัวเล็กไปวางบนเตียงนอนคู่เบาะหนานุ่ม เกลี่ยเส้นผมบางสีบลอนด์ทองออกจากหน้าเลอะน้ำมูกเบาๆ
ช่างเหมือนแม่เสียเหลือเกิน
เขาแตะลงบนหน้าผากสีขาวจัดของเด็กน้อยๆ กะว่าจะลุกไปเช็ดกล้องแล้วจะกลับมานอนแต่ก็ยังไม่ทันได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เสียงกริ่งหน้าห้องก็ดังขึ้นมาเบาๆ
พนักงานโรงแรมที่ดูเหมือนมีเชื้อญี่ปุ่นอยู่บ้างส่งซองกระดาษสีน้ำตาลให้เขาโดยไม่ได้พูดอะไรออกไป คาเมนาชิจึงปิดประตูห้องลงพร้อมกับแกะกระดาษออกมาอ่าน
"คุณยายเสียแล้ว............."
ข้อความสั้นๆที่ไม่อาจทำให้ใบหน้าเรียบนิ่งเกิดซึ่งความตระหนกได้ แม้เป็นญาติคนเดียวที่เหลือ เขาก็ไม่เห็นว่าจะสำคัญอะไร......คำถามที่ว่า ความรู้สึกไม่รู้ร้อนรู้หนาวได้อย่างเย็นชาแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อไร คาซึยะไม่เคยลังเลเลยถ้าจะต้องตอบว่า ตั้งแต่วันที่เขาได้ปล่อยให้หัวใจเพียงดวงเดียวหลุดลอยไปไกลจนไม่อาจจะดึงรั้งเอากลับคืนมาได้อีกแล้ว
เขามองเจ้าตัวเล็กที่นอนหายใจสม่ำเสมอบนเตียงกว้าง แล้วกลับมาเช็ดกล้องตัวโปรดตามความคิดเดิมที่วางเอาไว้ เพียงไม่นาน ร่างโปร่งจึงลุกไปเก็บเสื้อผ้าเพื่อจะเดินทางกลับญี่ปุ่นทันที คาซึยะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อนึกถึงภาระอันหนักหน่วงที่เขาจะได้รับ หลังการจากไปของคุณยาย
"car........"
ปลายนิ้วเรียวเล็กของเด็กน้อยชี้ตามรถแท็กซี่สีเหลืองที่แล่นไกลออกไปเมื่อโอโต้ซังอุ้มเขาลงมาจากรถ เสียงสะอื้นร้องไห้งอแงดังขึ้นเพราะถูกขัดใจ แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้สนใจจะหันไปปลอบให้ลูกชายหยุดร้องแต่อย่างใด สองเท้าก้าวเดินต่อโดยที่ใช้มือข้างหนึ่งลากกระเป๋าเดินทางไปยังช่องทางของผู้โดยสารขาออกที่เที่ยวบินจะไปญี่ปุ่นกำลังจะเริ่มเที่ยวแรกของวันในอีก20นาทีข้างหน้า ความเร่งรีบ ทำให้ร่างโปร่งลืมหันไปมองผู้คนโดยรอบที่ดูหนาตา แต่กลับโดดเด่นซึ่งชายผู้หนึ่งที่กระวนกระวายเดินทางมาตามหาอะไรสักอย่างเช่นกัน
โทโมฮิสะลากกระเป๋าเดินทางใบโตเดินเปะปะเพราะไม่คุ้นกับสนามบินแห่งนี้นัก ผู้คนมากมายเดินกันขวักไขว่ เขายังไม่เห็นวี่แววที่จะได้พบเจอคาซึยะได้โดยบังเอิญสักนิดเดียว
กระทั่งเสียงร้องแสบแก้วหูของเด็กน้อยดังขึ้นจากที่ใดที่หนึ่ง โทโมฮิสะก็หยุดเดิน และหันไปมองต้นเสียงตามสัญชาตญาณเชิงตำหนิ น้อยคนนักที่จะปล่อยให้ลูกร้องไห้เสียงดังระงมอย่างนี้ แต่แล้วสายตากึ่งตำหนินั้นกลับต้องเบิกกว้างแทน เมื่อมองผ่านผู้คนไปเจอต้นเสียงและแผ่นหลังละม้ายกับคนที่แสนจะคิดถึงเสียเหลือเกิน...........ผู้ชายคนนั้น!!!!
"คา...คาซึยะ!!!!"
เสียงหวานตะโกนผ่านเสียงโหวกเหวกอื้ออึงภายในสนามบิน เสียงของผู้ใหญ่มักไม่โดดเด่นเหมือนกับเส้นเสียงเล็กของเด็กที่จะสะกดให้ใครหยุดสนใจได้ และเขาจะไม่รอให้คาซึยะจากไปอีกต่อไปแล้ว เสียงเด็กคนนั้นยังดังระงม ราวกับเป็นเสียงบอกตำแหน่งให้โทโมฮิสะรีบทิ้งกระเป๋าเดินทางวิ่งไปหาเจ้าของแผ่นหลังกว้างนั้นทันที
"คาซึยะ.......คาซึยะ!!"
เสียงที่แว่วมาทำให้ร่างโปร่งหยุดนิ่งและหันไปมองหาต้นเสียง หากแต่ภาพของสนามบินที่ผู้คนขวักไขว่ เขากลับไม่เจอใครสักคนที่จะตะโกนเรียกชื่อของเขาเลย จะว่าไป ณ สถานที่สาธารณะแบบนี้ ก็ใช่ว่าจะมีคนชื่อ คาซึยะ เพียงคนเดียวเสียเมื่อไร คิดได้ดังนั้นคาซึยะจึงสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน และเดินตรงต่อไปข้างหน้า แต่เพียงไม่กี่ก้าว ก็รับรู้ได้ถึงแรงกระชากที่ทำให้ตัวเขาเอนเอี้ยวตัวถึง 45 องศา ซึ่งเป็นมุมที่เหมาะพอดีสำหรับใครสักคนที่จะกระโจนเข้ามารั้งเขาเอาไว้ด้วยริมฝีปากโดยไม่ต้องสละแม้คำพูดใดๆ
"........................."
เขากำลังจูบ......กับใครบางคน......?
แม้จะเป็นเพียงแค่ริมฝีปากสัมผัสกันเบาๆ แต่เขากลับรู้สึกถึงใครบางคนที่เฝ้าถวิลหามาตลอด 5 ปี
กลิ่นหอมอ่อนๆเป็นกลิ่นเฉพาะกายลอยเข้ามากระทบจมูก แม้อุ้มลูกอยู่ด้วยมือเพียงข้างเดียวนั้น มืออีกข้างของคาเมะ ก็กดท้ายทอยของยามาชิตะเข้ามาให้ริมฝีปากแนบชิดยิ่งขึ้น กลีบปากที่บดกลึงกันอยู่ค่อยๆคลายออก และดูดรัดอีกฝ่ายอีกครั้งราวกับไม่ยอมให้จูบนี้หยุดลงไปโดยง่าย กระทั่งเจ้าตัวเล็กดึงผมทั้งคู่ออกจากกัน และตั้งท่าจะร้องไห้อีกรอบ บทจูบที่อ่อนหวานจึงคลายออกช้าๆ
"คาซึยะ ฉันขอโทษ..........."
โทโมฮิสะเอ่ยคำวอนด้วยหยาดน้ำตา สองแขนโอบกอดร่างสูงโปร่งเอาไว้แม้ว่าชายหนุ่มจะยังอุ้มเด็กน้อยอยู่..........เพราะคำพูดของตัวเองในวันนั้น ที่ผลักดันให้คาซึยะต้องอยู่ตามลำพังบนโลกใบนี้มาถึง 5 ปีเต็ม............
"คาซึ..........."
"ขอโทษครับ.........แต่ผมรีบ......"
ความรู้สึกผิดที่เอ่อล้นเต็มหัวใจถูกตอกย้ำด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา ร่างเล็กรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงหดหายไป และทันทีที่คาเมนาชิหันหลังให้ ยามาชิตะ ก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นสนามบินและร้องไห้ออกมาอย่างยากจะเก็บมันเอาไว้ได้อีก
รู้ว่ามันฟังดูร้ายกาจ สำหรับคนที่ผลักไสหัวใจที่บริสุทธิ์ของคนรักไปเพียงเพราะคำพูดของผู้หญิงหนึ่งคนแล้วจะมาขอให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิมเมื่อทุกอย่างมันสายเกินไปเพียงแค่คำว่าขอโทษ
แต่ยามะพีไม่รู้แล้วจริงๆว่าเขาควรทำอย่างไรดี
ทำอย่างไรให้ความรักนี้กลับมาเป็นเหมือนเดิม อย่างที่เฝ้ารอคอยมาแสนนาน......
คาซึยะกระชับแขนอุ้มลูกชายและลากกระเป๋าเดินจากไปราวกับคนไม่รู้จักกัน ทั้งๆที่ดวงตารีเล็กกำลังรู้สึกถึงความร้อนผ่าวและหยดน้ำใส มือของเด็กตัวเล็กกอดเขาเอาไว้ราวกับเป็นสิ่งเดียวที่อยู่เคียงข้างเขาตลอดมา
ฉันควรจะทำยังไงกับนาย โทโมฮิสะ.......ฉันควรทำอย่างไรกับคนที่เห็นความรักของฉันไร้ค่า
ฉันควรทำอย่างไรกับคนที่ทิ้งฉันไว้กับความทุกข์ระทมตลอดเวลา 5 ปี นี้ดี
ฉันควรทำอย่างไร?
t b c