2007/Apr/06

งานวันเปิดพินัยกรรมถูกจัดอย่างใหญ่โต ณ โรงแรมหรูกลางกรุงโตเกียวตามคำสั่งสุดท้ายก่อนจากไปของคุณยายที่ต้องการจะเปิดตัวหลานชายที่ไม่มีใครรู้จักในวงการนักธุรกิจ ผู้คนหลายคนมาแสดงความยินดีกับเขาทั้งๆที่คาซึยะไม่เข้าใจว่าคนพวกนั้นจะมาแสดงความยินดีกับเขาทำไมในเมื่อการได้รับมรดกของเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับนักสวมหน้ากากเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย บรั่นดีชั้นดีถูกยกมาเสิร์พให้คนไม่รู้จัก คาซึยะกำลังกวาดตามองดูความเรียบร้อยโดยรอบจากมุมเงียบๆแห่งหนึ่งทั้งๆที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพ
เสียงพิธีกรกล่าวเปิดงานไปเมื่อ20นาทีที่แล้ว และเขาก็ขึ้นไปแนะนำตัวเสร็จเรียบร้อย รวมถึงพินัยกรรมที่เปิดต่อสาธารณชนตามกำหนดการเสร็จทุกอย่าง เหลือเพียงแต่การสังสรรค์เรื่องธุรกิจเล็กๆน้อยๆตามสมควรของแขกเหรื่อ

คาเมนาชิกระดกบรั่นดีรวดเดียวจนหมดแก้ว แล้วมองการเป็นไปอย่างเงียบๆตามนิสัยเดิม กระทั่งนายยามาชิตะเดินเข้ามาหาด้วยแววตาที่วาดหวังถึงอะไรบางอย่าง
การสนทนาที่ไม่ดีนักเริ่มต้นและจบลงเมื่อนานมาแล้ว และคาซึยะก็ไม่ได้ติดใจอะไรในเมื่อตอนนั้นเขาเป็นแค่เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าที่หวังสูงจะมาสมสู่กับลูกชายเจ้าของบริษัทนำเข้าจิวเวอรี่ดังของญี่ปุ่น แต่วันนี้ไม่ใช่แล้ว
คาเมะกลายเป็นเจ้าของบริษัทการจัดการอสังหาริมทรัพย์และผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชื่อดัง รวมไปถึงเป็นนายทุนสวนผลไม้หลายแห่งรวมถึงสวนสตอบอรี่ที่คุณยายมักลงไปดูแบด้วยตัวเองครั้งยังมีชีวิตเพื่อการส่งออกที่มีคุณภาพ ไม่แปลกเลยที่วันนี้พ่อเลี้ยงของยามะพีจะเดินเข้ามาคุยด้วยท่าทีเป็นมิตร
"ยินดีด้วยนะครับ........"
"ขอบคุณครับ ยังไงวงการธุรกิจผมเองก็คงต้องฝากตัวไว้ด้วยนะครับ ยามาชิตะซัง"
นายยามาชิตะหัวเราะเบาๆเมื่อเห็นถึงท่าทีนอบน้อมของคาซึยะ เขาจิบไวน์ชั้นดีเล็กน้อยและดวงตาฝ้าฟางของนักธุรกิจวัยกลางคนก็มองเลยหลังคาซึยะไปอย่างไร้จุดหมาย
"โทโมะจังดูแย่มากๆเลยครับ พักหลังๆนี้ ผมคิดว่าส่งไปเรียนเมืองนอกแล้วจะได้ทำตัวยุ่งๆไม่ต้องเป็นโรคซึมเศร้าอีก......พอเรียนจบแล้วก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม.........เฮ้อ..........ผมลำบากใจกับลูกชายคนนี้จริงๆ"
ริ้วรอยบนหน้าหยาบกร้านเพราะขาดการดูแลอย่างที่ควรเป็นเครื่องหมายได้ดีถึงความรู้สึกที่หนักอึ้งของชายวัยกลางคน คาซึยะก้มหน้าลงมองแก้วบรั่นดีที่ว่างเปล่าเพียงครู่ แล้วก็เม้มปากแน่นสนิทเมื่อคิดถึงใบหน้าและแววตาแสนเศร้าในวันที่โทโมฮิสะเลิกรากับจินในคราวนั้น

เพียงแวบแรกที่นึกถึง คาซึยะก็ปวดที่หัวใจ...............

"เพราะผมหรือเปล่าครับ"
"ผมไม่ทราบหรอกนะ แต่ก็เห็นแกเป็นอย่างนั้นตั้งแต่ช่วงที่คุณหายหน้าไป"

"โทโมะเป็นคนยังไง คุณเองก็คบหาดูใจลูกชายผมมาได้ระยะหนึ่งแล้ว คงทราบดี.........เมื่อวานนี้แกเพิ่งกลับมาที่ญี่ปุ่นหลังจากผมให้เพื่อนในคณะของโทโมะจังพาเขาไปเที่ยวที่ฝรั่งเศส นึกว่าจะดีกว่าเดิม......"
ชายวัยกลางคนเลิกคิ้วขึ้นสูง พลางพยายามระบายยิ้มออกมาแม้มันจะดูฝืนพิกล
"เด็กนั่นกลับมาแล้วก็ร้องไห้ทั้งวัน ผมไม่รู้ว่าไปเจออะไรมา แต่เห็นซึบาสะบอกว่า โทโมะจังไม่ยอมกินอะไรเลยสักอย่าง........."

"อย่างนั้นเหรอฮะ........"
คาเมนาชิขมวดคิ้วชนกันจนเป็นปมแน่น พลางเม้มริมฝีปากอย่างใช้ความคิด แต่แล้วเสียงร้องโวยวายจากลูกชายคนเดียวก็ดังขึ้นทำให้การสนทนาที่ตึงเครียดยุติไปโดยปริยาย
นายยามาชิตะมองพี่เลี้ยงที่อุ้มเด็กมาให้คาซึยะพลางทอดถอนหายใจ
"ถ้ามีครอบครัวแล้วก็ไม่เป็นไรครับ เรื่องโทโมะจังผมจัดการเองได้"
ชายวัยกลางคนเดินจากไป ทิ้งไว้ซึ่งแก้วไวน์ที่ว่างเปล่าและความหวังที่ริบหรี่

สุดท้ายที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนต้องช้ำใจ ท้ายที่สุดคงหนีไม่พ้นเพราะความโลเลของผู้ชายหนึ่งคนอยู่ดี

คาซึยะอุ้มเจ้าตัวจ้อยพลางกอดประโลมให้หยุดร้องไห้ ริมฝีปากที่ยังเลอะกรังด้วยหยดน้ำนมเฝ้าแต่เรียกหาแม่ไม่หยุด คาซึยะจึงเลื่อนมือไปหยิบโทรศัพท์รุ่นล่าสุดออกมากดโทรหาเคียวโกะ หากแต่miss callก็ทำให้ปลายนิ้วหยุดชะงัก และโทรกลับตามเบอร์ของคนที่โทรมาทันที

"มีอะไร เอริกะ..................."


"โอ๊ย........ทำไมนายโง่อย่างนี้วะ ไอ้เต่า ที่บอกว่าผู้ชายคนนั้นไม่ได้รักนายน่ะ ใช้หัวแม่โป้งคิดรึไง นี่อย่าว่าฉันสอนเลยนะ แต่ขนาดช่างถ่ายรูปมือสมัครเล่นอย่างฉันเห็นลูกกะตาเศร้าๆของหมอนั่น ยังรู้เลยว่าหมอนั่นคิดอะไรอยู่ แล้วนายน่ะ เป็นทั้งตัวก่อเรื่องเอง เป็นทั้งตากล้องมืออาชีพ อ่านใจคนจากตาไม่ออกรึยังไง?"
เด็กสาวห้าวพูดพลางกดแนบไฟล์ภาพส่งไปหาชายหนุ่มที่รู้จักกันมาเกือบ 3 ปี เต็มทางอีเมล หัวไหล่บางกดแนบโทรศัพท์ไว้กับใบหู ฟังเสียงเงียบจากคาซึยะเป็นการเถียงที่ดื้อดึงที่สุดในชีวิต
"นายคิดว่าเค้าไม่รัก แล้วคิดบ้างมั้ยว่าหมอนั่นน่ะ ก็คิดเหมือนกันว่านายไม่รัก........ อย่างที่ฟังมานะ ที่หมอนั่นบอกเลิกเพราะว่ารักนายต่างหาก.......อย่างนี้แหละมุมมองของผู้ใหญ่ นายไม่เคยถูกแม่ตีรึไง?"


"เหมือนกันแหละนะ! ตอนถูกตีมันก็เจ็บใช่มั้ยล่ะ แต่พอนายโตขึ้นแล้วมองย้อนกลับไปแล้วไม่รู้หรอกเหรอว่าแม่ทำเพราะอะไร?"


"เออ! รู้แล้วว่านายไม่มีแม่! ฉันก็แค่เปรียบเทียบ......คาซึยะ นายจะปล่อยให้ผู้ชายคนนั้นหลุดลอยไปถึงไหน ทำไมถึงคิดว่าแค่นายที่เจ็บปวดคนเดียว ฉันจะบอกให้นะ หมอนั่นดูเป็นคนอ่อนไหวกว่านายตั้งเท่าไหร่ ทำไมไม่คิดบ้างว่าตลอดเวลาที่นายอยู่คนเดียว หมอนั่นก็อยู่คนเดียวเหมือนกัน.........."


"ฉันส่งรูปตอนที่หมอนั่นเห็นรูปนายในแกลลอรี่ไปให้แล้วนะ เผื่อจะเข้าใจอะไรมากขึ้น จะได้หายโง่ซักที!!"
พอปลายนิ้วเรียวกดคำว่าsend มือเพรียวอีกข้างก็กดตัดสายพร้อมๆกัน เอริกะ เด็กสาวที่บังเอิญเจอกับคาซึยะในงานศิลปะเมื่อสามปีที่แล้วนั้นอมยิ้มน้อยๆอย่างคนภาคภูมิใจ เหมือนนี่เป็นสิ่งแรกที่หล่อนมีชัยเหนือคนอย่างคาซึยะ........หัวสมองอันชาญฉลาด ที่คาซึยะ ไม่มี นั่นเอง......


ภาพขาวดำจากกล้องกระจอกที่เอริกะ เด็กสาวที่บังเอิญเจอที่สนามบินในเนปาลวันที่เขาไปถ่ายรูปจากหุบเขาสูงเก็บเงินซื้อเองเป็นภาพที่คาซึยะไม่อาจละสายตาไปได้ คาซึยะจับเมาส์เอาไว้แน่น และสั่งปริ๊นส์รูปจากปรินซ์เตอร์ของสำนักงานอสังหาริมทรัพย์บนยอดเขาของทุ่งหญ้ากว้างในเขตพื้นที่ไร่กว้าง เครื่องช่างทำงานชักช้า เมื่อเทียบกับหัวใจอันร้อนรนที่เต้นไม่เป็นจังหวะเอาเสียเลย

และในที่สุด ภาพที่ถูกขยายใหญ่ขนาดเอสี่ก็ปรากฏตรงหน้า นักธุรกิจหน้าใหม่กำภาพเอาไว้แน่น และปล่อยให้หยดน้ำตาร่วงลงมาอย่างยากจะหักห้าม


เขาทำอะไรลงไป..........

ทำไมไม่ฉุดรั้งโทโมฮิสะเอาไว้ในวันนั้น??????

"โฮ................."

ซึบาสะปล่อยโฮออกมาพร้อมกับกอดร่างของทาคิซาว่าเอาไว้แน่น เมื่อแผ่นหลังของนายน้อยหายลับไปกับผู้คนในสนามบินในที่สุด หยดน้ำตาที่กักกั้นแสร้งทำเข้มแข็งเพื่อเป็นหลักให้โทโมฮิสะไหลรินอาบสองแก้ม แต่กระนั้นหน้าหวานก็ยังรันที่จะไปเช็ดหยดน้ำตากับเสื้อสูทรของทาคิซาว่าเพื่อหยดใหม่จะได้ไม่ไหลทับรอยเดิม
ทักกี้หัวเสียไม่น้อยกับคนรักคนนี้ เพราะอาการที่แสดงออกมาเกินกว่าจำเป็นนั้นมันทำให้น่ารำคาญใจ ถ้าซึบาสะร้องไห้เพื่อเขาล่ะก็ทักกี้คงไม่ว่าเลย แต่นี่มันกี่ครั้งแล้วที่ซึบาสะต้องเสียน้ำตาให้เด็กคนนั้น!?!? แต่ถึงแม้จะหงุดหงิดใจเพียงใด ทักกี้ก็ยังคอยปลอบประโลมอิมาอิไม่ห่างอยู่ดี
"ไม่เอาน่า ซึบะจัง โทโมะน่ะจะไปเที่ยวนะ ไม่เห็นจะต้องร้องไห้ขนาดนี้เลย"
"ไม่.....ฮึก.......โทโมะจังไม่ได้ไปเที่ยวหรอก ไม่ได้เที่ยว.......อึก แล้วถ้าโทโมะจังร้องไห้ ใครจะเช็ดน้ำตาให้ล่ะ ถ้าโทโมะจะนอน ใครจะห่มผ้าให้ล่ะ....โทโมะของฉันน่าสงสาร..........."
"อิมาอิ โทโมฮิสะโตเป็นหนุ่มแล้วนะ......."
"ตัวยังกะเปี๊ยกเดียวอยู่เลย ดูสิ ตัวนิดเดียวเอง.....เพิ่งเป็น นาย เมื่อไม่กี่ปีที่แล้วเองนะ จะเรียกว่าโตได้ยังไง........"
สุดท้าย ฮิเดอากิก็ต้องยอมให้อิมาอิเป็นฝ่ายถูกอยู่ดี.............


แค่ไม่กี่ปีเอง??????


--------------------------------

คาซึยะสวมเสื้อสูทรขับชอปเปอร์ฝุ่นเกาะที่ไม่ได้ใช้มา 5 ปีตากฝนหลงฤดูมาที่บ้านหลังที่คุ้นเคยหลังจากประชุมผู้ถือหุ้นเสร็จ ประตูบ้านสีขาวปิดสนิทเช่นเดียวกับประตูรั้ว รถทุกคันก็หายไปหมด และเมื่อกดออดหลายครั้ง ก็ไม่มีเสียงตอบรับจากบุคคลภายในบ้านอยู่ดี

ไม่อยู่????

ดวงตารีเล็กพยายามลืมตามองทั้งๆที่เปลือกตาหนักอึ้งไปด้วยความเปียกปอน เช่นเดียวกับเนื้อผ้าราคาแพงที่เปียกแฉะไปจนทั่วเพราะหยดหนักๆของเม็ดฝน หากแต่ห่อใส่รูปที่เป็นพลาสติกอย่างดี กลับถูกปกป้องเอาไว้โดยไม่ระคายความชื้นแม้แต่น้อย

เสียงแตรรถพอร์ชเก่าดังขึ้น ทำให้ร่างที่กำลังจ้องมองไป ณ ห้องนอนที่เคยเสพสุขด้วยกันสะดุ้งตัว คนที่เปิดประตูรถออกมาเป็นอิมาอิโดยทาคิซาว่ากางร่มให้อยู่ ทำให้คาเมนาชิคลี่ยิ้มออกมาด้วยความยินดี และเมื่อซึบาสะเดินมาประชิดตัว คาซึยะก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บแปลบบนใบหน้า

เพียะ!!!!!~

"กลับมาทำไม!! เค้าไปแล้ว เพราะนาย....กลับมาอีกทำไม!!!!!!!"
"ซึบะใจเย็นๆ"
ทักกี้รวบทั้งร่างเอาไว้ด้วยมือข้างเดียว คาซึยะยังไม่หันหน้ากลับมาหลังจากที่โดนตบเมื่อครู่ กระทั่งริมฝีปากขยับพูด ก็ยังไม่ยอมมองหน้าคู่สนทนาเลยสักนิด

"ไปไหน......ครับ......."


"มันไม่เกี่ยวกับนาย......เลิกทำร้ายเค้าซักที!!!!! ให้เค้าลืมนายไปซะ........ลืมไปซะ!!!!!"
"ผมไม่ยอมให้เขาลืมผมหรอก! เขาอยู่ทีไหน...ไปไหน..........!"
ทักกี้ดึงร่างของซึบาสะออกไปก่อนคาซึยะจะมาประชิดตัวและพยายามดันร่างเล็กให้เข้าไปในรถพอร์ช โดยที่ตัวเองขออยู่เคลียร์กับคาเมนาชิตามลำพัง กระนั้น ซึบาสะก็ยังแสดงทีท่าไม่วางใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
"เชื่อมือฉันเถอะน่า......"
ทักกี้กระซิบบอกที่กกหู พลางจูบที่ขมับก่อนปิดประตูรถให้คนรักด้วยท่าทีอ่อนโยน


เป็นสิ่งที่ทำให้คาซึยะ..........เจ็บที่ใจ..........

เขาไม่ได้ทำอย่างนี้ ให้คนรักเลย..........


โต๊ะตัวในของบาร์แห่งเดิมที่คาซึยะเคยมาทำงานถูกจับจองโดยชายหนุ่มสองคน แก้วแอลกอฮอล์ และขวดเปล่ายังตั้งอยู่ระเกะระกะ แต่คนดื่มกลับยังไม่มีทีท่าว่าจะเมาเลยแม้แต่น้อย
"ทำไมโทโมะถึงคิดอย่างนั้น........."
คิ้วบางขมวดเข้าหากันเป็นปม ริมฝีปากเมื่อเอื้อนเอ่ยจบด้วยความฉุนเฉียวก็ยกเครื่องดื่มสีอำพันมาดื่มรวดเดียวหมด
"ไม่เข้าใจหรือไง ที่ผมทำทุกอย่าง.....ทำไมไม่คิดว่าผมรักเค้าบ้าง ผมทำอะไรให้เค้าคิดว่าผมรักคนอื่นหรือไง!"
"นายไม่ได้แสดงออกมาหรอกว่านายรักคนอื่น ปัญหาอยู่ที่ว่า โทโมฮิสะเคยมีแผลเก่า แล้วก็กลัวกับอะไรที่เคยคิดว่าคิดไปเอง จินน่ะเคยบอกรัก แต่ก็หักหลังเค้าได้ ถึงไม่พูดออกมา นายคิดว่าหมอนั่นจะไม่คิดอะไรลึกๆเลยหรือไง"
"งั้นก็แสดงว่าเขารักจินอยู่.....นั่นแหละเหตุผล!"
"อย่าเพิ่งหงุดหงิด คาซึยะ.........."
ทักกี้หยุดพูดเพื่อจิบแก้วที่มีน้ำเมาจนเต็ม
"หมอนั่นคิดกว่านายรักเหมือนกัน แต่นั่นมันก่อนหน้าที่นายจะบุกไปหาที่ห้อง เข้าใจหรือเปล่า?"

"คุณรู้...........?"
"โอ๊ย โทโมฮิสะละเมอออกมาเป็นเรื่องเลยล่ะ หมอนั่นคิดถึงนายตลอดเวลา แล้วก็คิดเสมอเหมือนกันว่านายน่ะ เห็นเขาเป็นที่ระบายอารมณ์ ไหนจะเรื่องยัยเคียวโกะอะไรนั่นอีก"
"เคียวโกะทำไม"
"จะไปรู้เรอะ ก็นายแต่งกับเคียวโกะแล้วก็มีลูกไม่ใช่หรือไง น้ำแข็งหมด....น้อง น้ำแข็งด้วย..."
บริกรหยิบถังน้ำแข็งมาให้ชายหนุ่มทั้งสอง ก่อนเดินออกไปเงียบๆให้แขกมีโอกาสสนทนากันต่อ

ผมแต่งกับเคียวโกะเพราะมันเป็นความต้องการของโทโมฮิสะไม่ใช่เหรอครับ ไม่เห็นจะดีเลย เราทะเลาะกันทุกวันเพราะผมไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้น....

ไหนจะเรื่องลูกอีก เราแต่งกันไม่ถึงปี เด็กคนนั้นก็เป็นลูกของเคียวโกะกับสามีของเขา... ที่ผมเอามาเลี้ยง ก็เพราะคำพูดของโทโมะ ทุกอย่าง

เขายังไม่พอใจ แล้วผมก็ยังเป็นคนผิดทั้งนั้นเหรอครับ ทั้งๆที่ผมไม่เคยผลักไสเขาให้ใครเลย....


ทาคิซาว่าถอนหายใจออกมายาว

"สาเหตุที่สำคัญที่สุดน่ะ ก็คือเขาไม่แน่ใจในตัวนายเลย อยากจะรั้งเอาไว้ ก็กลัวนายไม่อยากอยู่ด้วย"


"แล้ว.........ตอนนี้ เขาอยู่ที่ไหน..........."

ทาคิซาว่าเงยหน้าขึ้นมอง พลางกยิ้มที่มุมปาก
"ได้ยินจากคุณอา หมายถึงพ่อของโทโมฮิสะน่ะ ว่านายมีครอบครัวแล้ว มีลูกตัวเล็กๆที่กำลังงอแง......."


แก้วแอลกอฮอล์ถูกยกสูง ทักกี้มองเพดานผ่านทางก้นแก้ว

"โทโมฮิสะรู้เรื่องนี้แล้วด้วย ถึงได้ไปที่นั่น..........."

"ที่ๆนายสองคน เจอกันครั้งสุดท้าย...."
3 วันแล้ว.........


3 วันเต็มที่เขาออกตามหาใครบางคนที่นี่ เกาะกวม...สถานที่แห่งความโรแมนติก


โรแมนติก???


"หึ........."
คาซึยะหัวเราะในลำคอ พลางทอดสายตามองไปบนยอดผาสูงชัน ข้างๆกัน มีบอร์ดที่อธิบายความสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งนี้เอาไว้ จะว่าไป ก็วันนี้แล้วที่เป็นวันสิ้นปี ผู้คนมากมายจึงแห่กันมาท่องเที่ยวมากกว่าเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนที่คาซึยะมาถ่ายภาพที่นี่

ดวงตารีมองทอดไปยังเบื้องล่างอันมืดมิด ถึงมีเขตรั้วกั้นอยู่ระหว่างผาก็ไม่ได้ทำให้ใครสักคนหากคิดจะกระโดดลงไปตามคำบอกเล่าของบรรพบุรุษเปลี่ยนใจได้เลย คาซึยะโน้มตัวลงไปจนดูท่าเหมือนกับคนจะกระโดดผาเพื่อพิสูจน์รักเข้าทุกที หากไม่มีแรงจากเบื้องหลังมาดึงแขนเสื้อเอาไว้
"อีกแล้วเหรอเนี่ย วันนี้จะกระโดดผา 2 คนแล้วเชียวนะ............."
นายตำรวจท่องเที่ยวของเกาะบ่นออกมาและติเตียนคาเมนาชิอยู่นาน กว่าจะพาตัวไปที่สถานีตำรวจเพื่อคุมตัวเอาไว้ไม่ให้ก่อเหตุล่อแหลมอีก และคาซึยะ ก็ไม่ได้มีทีท่าจะขัดขืนแต่อย่างใด
"เมาหรือเปล่า นายน่ะ"
"เปล่าครับ"
นายตำรวจพยักหน้าน้อยๆเชิงรับรู้
"แล้วจะกระโดดไปทำไม ไหน แฟนก็ไม่อยู่นี่ หรือว่าแค่ก้มลงไปดู นี่มันเหตุผลคนเมื่อเช้าเลยนะ"
คาซึยะจึงไม่ขอต่อล้อต่อเถียงอีก ใจหนึ่งอย่างตามหาใครคนนั้น หากแต่อีกใจ กลับรู้สึกท้อแท้กับการเล่นซ่อนหาครั้งนี้

เพราะทุกนาที หัวใจมันก็เหี่ยวเฉามากกว่าเดิม.........


ผู้คนมากมายแบบนี้ จะให้ไปตามหาที่ใดกัน..........


"คุณตำรวจ ทางโน้นจะมีคนฆ่าตัวตายอีกแล้ว......."
เสียงที่แว่วมา ทำให้คาซึยะหันไปมอง เจ้าของร่างบอบบางดวงตากลมโต เป็นเหตุให้มุมปากของคาซึยะกดยิ้มด้วยความรู้สึกตื้นตัน หากปต่เมื่อมาใกล้ๆ เขาก็ได้รู้ว่าเด็กคนนี้ไม่ใช่คนที่เขาตามหาแต่อย่างใด

สมอง...คงเบลอจัดเพราะรอแต่จะให้ปรากฏภาพของคนๆนั้นทุกลมหายใจ

รอยยิ้มเฝื่อนค่อยหุบลง และเดินตามนายตำรวจไปทางผาสูงอีกรอบ และเขาก็ได้พบ แผ่นหลงเพรียวบางและผมทุยของคนๆนั้น ลักษณะท่าทางที่เหมือน จนตัวเองแทบสะบัดหน้าไล่ความคิดไม่ทัน

นี่อาจไม่ใช่คนที่เขาตามหา........

และเมื่อนายตำรวจดึงผู้ชายคนนั้นกลับมาอีกครั้ง คาซึยะก็พบว่า....ไม่ใช่......


หลายครั้ง จนตัวเองท้อแท้......... พรหมลิขิต คงไม่ยอมให้เขาได้เจอกับโทโมฮิสะอีกกระมัง

"3 คน ใน 1 วัน ให้ตายสิ!"
"อะไร ไม่ได้ฆ่าตัวตายซักหน่อย มีผีเสื้อลายหายากบินลงไปในนั้นต่างหาก"
เด็กผู้ชายคนนั้นเถียงแต่แล้วก็โดนมะเหงกของนายตำรวจไปเต็มๆ
"มากับใครฮึ"
"พ่อกับพี่ชายรออยู่ตรงนั้น ผมไปได้ยัง?"
ในที่สุด ก็มีแค่คาซึยะที่ต้องคุมตัวไปสถานีตำรวจตามลำพัง

คาซึยะได้รับการเอาใจใส่ดูแลอย่างดีจากพนักงานบริการการท่องเที่ยวที่จัดขึ้นป็นพิเศษสำหรับพักฟื้จิตใจของผู้มีจิตใจบอบช้ำ ห่อเหี่ยวผิดปกติ ก่อนจะถูกปล่อยตัวไปเมื่อแน่ใจแล้วว่าจะไม่มีอาการซึมเศร้าให้คิดก่อเหตุอีก และห้องข้างกัน ก็ดูเหมือนเป็นผู้ป่วยทางจิตที่คิดจะกระโดดผาเมื่อเช้านี้แน่ เพราะเขาได้ยินเสียงปลอบประโลมดังแว่วมา
"ผมไม่เป็นอะไรทั้งนั้นแหละฮะ ต้องให้พูดอีกกี่ครัง........."
ถึงแม้จะห้ามใจตัวเองไม่ให้คิดคาดหวัง แต่คาซึยะก็รู้ว่าสุดท้าย ลึกๆของเขาก็ยังอยากให้เสียงที่ได้ยินเป็นเสียงของโทโมฮิสะอยู่ดี
"ผมจะกลับโรงแรม.........เดี๋ยวนี้!"
เสียงแว้ดแหวที่ทำให้นึกถึงผู้ใหญ่เอาแต่ใจคนนั้น ยามที่จะดื่มเหล้า ก็จะเอาเหล้า แต่พอเขาทำท่าแข็งขืนขึ้นหน่อย ก็อ่อนระทวยดื่มแค่คอกเทลทุกที

คาซึยะหัวเราะ เมื่อคิดมาถึงตรงนี้


"คนเมื่อเช้ามาตั้งนานแล้วยังอารมณ์ไม่ดีเลยค่ะ"
คาซึยะพยักหน้าเข้าใจ ก่อนพนักงานสาวจะยอมปล่อยตัวเมื่อเห็นว่าเขาคุมสติตัวเองได้ ร่างโปร่งจึงเดินไปเปิดประตูห้อง เพื่อกลับโรงแรมทันที.........เขาไม่อยากฟุ้งซ่านกับเสียงที่ช่างเหมือนกับยามะพีมากกว่านี้อีกแล้ว

และเมื่อลูกบิดประตูหมุนออก ก็มีเสียงแกร๊ก.....จากห้องข้างๆดังขึ้นซ้อนกันพอดิบพอดี คาซึยะเดินออกมา และไม่ลืมที่จะหันไปมองเจ้าของเสียงอาละวาดด้วยสายตาล้อเลียนอยู่หน่อยๆ แต่แล้ว ดวงตาคู่นั้น กลับพราวระยับเมื่อเห็นรูปหน้าของผู้ชายขี้โวยวายคนนั้นตรงๆ


ดวงตาที่สบตากัน ภาพที่สะท้อนซึ่งกันและกันเป็นประกายวาว ก่อนตากลมโต จะเป็นฝ่ายหลบตาก่อน


ตึก ตึก ตึก..............

"รอเดี๋ยว โทโมฮิสะ!!!!!"
ฝีเท้าที่วิ่งลงจากสถานีตำรวจทำให้คาซึยะต้องเร่งฝีเท้าเช่นเดียวกัน และเมื่อลงมาได้ไม่นาน โทโมฮิสะก็อาศัยช่วงชุลมุนของผู้คนหลบเร้นไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ทว่าคาซึยะก็ยังออกตามหาด้วยความหวังอยู่ดี กระทั่งท้ายที่สุดผู้คนจำนวนมากเริ่มมารวมตัวกัน ณ ลาน โล่งกว้าง เมื่ออีก 1 ชั่วโมงข้างหน้า จะเป็นช่วงเวลาที่เปลี่ยนปีเป็นอีกปีหนึ่ง


คาซึยะนั่งลงบนต้นไม้ที่ห่างผู้คนออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อแม้อากาศจะเย็นสักเพียงใด ท้าวแขนข้างหนึ่งไปยังเบื้องหลัง กระทั่งเลื่อนตัวเองไปทีละน้อย จนปลายนิ้ว สัมผัสได้ถึงความอุ่นของอุณหภูมิอีกคน

ทั้งคู่หันมามองหน้ากัน และโทโมฮิสะที่นั่งพิงต้นไม้อยู่ก่อนแล้วนั้นก็เป็นฝ่ายทำท่าจะลุกหนีไป หากเรียวแขนไม่ถูกดึงรั้งเอาไว้ก่อน

จะไม่ยอมให้หลุดมือไปอีกแล้ว

"ปล่อยนะ!"
"ไม่!"
"บอกให้ปล่อยไง! เราไม่รู้จักกันซักหน่อย ปล่อยฉันนะ!"
"ใจร้ายเกินไปแล้ว พูดออกมาได้ยังไงว่าไม่รู้จัก! อย่าพูดจาอย่างนี้กับผมนะ!"
"ปล่อย!"
โทโมฮิสะเม้มริมฝีปากแน่น มองคาซึยะด้วยสายตาดุดันราวกับโกรธกันมาแสนนาน เมื่อมือเล็กพยายามดึงรั้งตัวเองออก มือใหญ่ก็ยิ่งรวบไว้แน่น และดึงเจ้าของร่างเข้ามาหา ก่อนจะผลักไหล่บางติดกับต้นไม้ และกดริมฝีปากลงไปอย่างจาบจ้วงด้วยความโหยหา
"อื้อ.........อ......อื้อ..........."
ปลายลิ้นอ่อนละมุน กลิ่นหอมของน้ำหอมสไตล์ผรั่งเศสบวกกับกลิ่นเฉพาะตัวเป็นเหตุให้โทโมฮิสะเผลลืมป้องกันตัวเอง ปล่อยให้อีกฝ่ายจุมพิตที่ปากอิ่มเนิ่นนาน ทั้งร้อนแรง ดุดัน และปิดท้ายด้วยความอ่อนละมุนอย่างทะนุถนอม
คมจมูกที่ก่อนเคยคลอเคลียอยู่ข้างแก้ม บัดนี้ มันกลับทำได้เพียงเฉียดไปมาเพราะแก้มที่เคยตูม กลับตอบลงอย่างเห็นได้ชัดนับจากวันที่จากคาซึยะมา

...........โทโมฮิสะหลับตาลง แต่น้ำตา ก็รินไหลลงมาได้อยู่ดี..........


แรงผลักที่อก ทำให้คาซึยะเคลื่อนตัวเองออก และใช้สองมือปาดหยดน้ำตาที่ไหลรินลงมาด้วยความรู้สึกที่หัวใจ แค่หยดน้ำตาของคนๆเดียว แทบจะทำให้หัวใจของเขาแตกสลายได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ........

"ต้องการอะไร...ต้องการอะไรจากฉัน!"

"ผมขอโทษ.......โทโมฮิสะ....ผมรักคุณ"

"ไม่! ฉันไม่ฟัง! กลับไปซะ!"

"โทโมะ ฟังผมสิ.....ขอโทษ ขอโทษที่ไม่รู้อะไรเลย ขอโทษที่ทิ้งให้คุณอยู่ตามลำพัง..........."

"ขอโทษที่มองข้ามความรู้สึกเล็กๆน้อยๆของคุณ.......ถ้าผมย้อนเวลาได้ ผมจะไม่ทำอีก ผมจะบอกรักคุณทุกวัน ผมจะไม่ให้คุณอยู่คนเดียว ผมจะไม่หึงไร้สาระ ผมจะทำทุกอย่างให้คุณพอใจ........ผมอยากทำ......ผมอยากทำอย่างนั้น ให้โอกาสผมได้มั้ย......คนดี............"

"ไม่!!!!!!!!! ปล่อยฉันไป ฉันไม่ถือโทษโกรธนาย ลืมมันซะ เรื่องทั้งหมดของเรา......นายทำได้ไม่ใช่เหรอ ทำได้ดีกว่าฉันด้วยซ้ำไป!"
เสียงสะอื้นไห้ดังระงม คาซึยะกอดร่างเล็กเอาไว้แนบอก โทโมฮิสะสะบัดและขืนตัว แต่เมื่อรู้ว่าสุดท้ายไม่ได้ช่วยอะไรเลยก็เลิกล้มความพยายาม ยอมศิโรราบร้องไห้ที่อกเด็กหนุ่มอีกครั้ง
"ไม่หรอกนะ.......ผมทำไม่ได้หรอก....โทโมฮิสะ ผมไม่ยอมให้เรื่องนั้นผ่านไปหรอก คุณต้องรับผิดชอบ..........."
ยามาชิตะเงยหน้าขึ้นมองด้วยแววตาใคร่รู้ ขนตาเป็นแพยาวหว่าปกติเพราะหยดน้ำตาที่เปียกชื้น เนิ่นนาน กว่าริมฝีปากบางจะสั่นพูดมันออกมา

"ไหนบอกว่าถ้าได้แต่งงานแล้วจะมีความสุขไง ไหนบอกว่ามีลูกแล้ว ที่บอกว่าถ้าไปตามอนาคตของตัวเองแล้วจะมีความสุข ไม่เห็นจริงเลย ไม่เห็นจริงซักอย่าง......"


"คุณทำให้ผมทุกข์ทรมานมาตลอด 5 ปี ไม่คิดจะรับผิดชอบบ้างหรือไง.......ผมแต่งงานได้ไม่ถึงปีก็หย่า ผมรับลูกของเคียวโกะกับแฟนมาอยู่ด้วยก็รำคาญ ผมจะวาดภาพเป็นจิตรกรตามที่ฝัน สุดท้าย ก็วาดอะไรไม่ได้เลย ในเมื่อมันมีแต่คุณ มีแค่คุณคนเดียวที่อยู่ในนี้............."


"จะรับผิดชอบยังไง........บอกผมซิ จะรับผิดชอบกับผู้ชายคนนี้ยังไง..........."
โทโมฮิสะส่ายหน้าน้อยๆราวกับไม่เชื่อ
"โกหก......."

"ผมไม่ใช่เด็กเลี้ยงแกะ ถ้าคุณไม่เชื่อ.......คุณรู้ใช่ไหมว่าที่ผานี้เป็นสถานที่พิสูจน์ความรัก ผมจะกระโดดลงไป เพื่อพิสูจน์ให้คุณรู้ว่าที่ผมพูดทั้งหมดเป็นสัจจริง"
"อย่านะ!"
โทโมฮิสะรีบคว้าแขนเสื้อเอาไว้แน่นด้วยมือสั่นเทา
"ในเมื่อคุณไม่เชื่..........."
"เชื่อแล้ว อย่ากระโดดนะ..........ฉันกลัว........."


"นายโกหกก็ได้ แต่ห้ามกระโดดนะ..........."


คาซึยะนั่งลงตามเดิม ใช้ปลายนิ้วชี้เกยปลายคางมนให้ขึ้นมาสบตา โน้มตัวลงไปที่กลีบปากช้าๆ เช่นเดียวกับโทโมฮิสะ ที่หลับตายินยอมรับปากบางที่เฝ้าโหยหามาแสนนาน


ความเจ็บปวดที่ต่างฝ่ายต่างได้รับ เหลือเป็นเพียงความหลัง ถึงแม้เคนทรมานเจียนขาดใจเพียงใด แต่เมื่อพบเจอคนที่ตนรักอยู่ข้างหน้า


เขาก็ยินดี จะลืมเรื่องร้ายนั้นเอาไว้เบื้องหลัง และยอมสร้างอนาคตใหม่ให้คนที่เรารักมีความสุข


จะเจ็บอีกกี่ครั้ง.......ก็ยอม.......

เคร้ง ~


ยามเมื่อริมฝีปากใกล้จะสัมผัสกัน เสียงระฆังจากยอดเขาไกลก็ดังขึ้นด้วยแรงลม โทโมฮิสะลืมตาขึ้นกว้าง ขณะที่คาซึยะปิดตาลงแน่นด้วยความเจ็บใจ

เกือบจะได้จูบแล้วเชียว

"เสียงระฆังนี่! เขาบอกว่าถ้าได้ยินเสียงระฆังที่ศักดิ์สิทธิ์ 3 ครั้งของเกาะกวม คู่รักจะได้รักกันตลอดไป........."
"อื้อ........"
คาเมะตอบ พลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมเล็กที่ปลิวจากแรงลมทัดใบหูให้ได้เห็นใบหน้าสวยได้เต็มตา

"นายรักฉันหรือเปล่า........."
ยามะพีถาม ดวงตาใสจนคาเมะต้องก้มลงมาจูบที่หน้าผากเบาๆ
"บอกไปแล้ว"
"บอกอีกสิ...."


เคร้ง ~

"เร็วๆ ดัง 2 ครั้งแล้วนะ"

"อื้อ........"

"อื้อ อะไรล่ะ!"
ยามะพีดึงแขนเสื้อคาเมะเชิงซักไซ้
"รักครับ......ผมรักยามาชิตะ โทโมฮิสะที่สุดในโลก.."

"คิก........เหมือนกันเลย........"
เสียงใสหัวเราะแผ่วเบา ก้มหน้าแดงก่ำชิดหน้าอกตัวเอง

"ฉันก็รักคาเมนาชิ คาซึยะ มากที่สุดในโลกเหมือนกัน....."


เคร้.... ~

คาซึยะไม่รอให้เสียงระฆังครั้งสุดท้ายสงบลง เขาก้มลงจูบที่ริมฝีปากแดงอย่างโหยหา เฝ้าต่อเติมความหอมหวานและความคิดถึงให้แก่กันและกัน กระทั่งเสียงพลุปีใหม่ดังขึ้นระงม

"เริ่มต้นใหม่กันนะ ผมสัญญา ผมจะไม่ทำให้โทโมะเสียใจอีก......."

"ยอมขนาดนี้แล้วยังต้องให้พูดอีกรึไง.......เด็กบ้า!!"

"ไม่เด็กแล้วนะ ไปเถอะ........ไปพิสูจน์กันว่าผมน่ะ โตขนาดไหนแล้ว.........."



"ทะลึ่ง!!!!!!!!!!!!!"


Fin

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เอาตอนพิเศษ
หื่นๆ
ไม่งั้นกูโกรธ
#1  by  = E.[NU_U+]:RaT = ヤマピー At 2007-04-06 20:22, 

<< Home