shortfic

นับจากนี้.........จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต............

ฉันสัญญา............จะรักนายทุกวินาทีที่มีลมหายใจ............




สาบานฝังลงบนเม็ดทรายทุกเม็ด..........ไม่ว่าเนิ่นนานแค่ไหน.............



fin........
ขอบใจนะ.............ที่ยืนข้างๆกันมาตลอดเวลา........................










สายลมกรรโชกแรงของฤดูหนาว พัดผ่านเอาไอทะเลเย็นเฉียบปะทะร่างกาย ตัวเล็กบางที่นั่งอยู่บนผืนทรายห่อไหล่เข้าด้วยความสั่นเทา ก่อนเสื้อคลุมขนสัตว์ที่ถูกสั่งตัดเป็นพิเศษจะทาบทับเสื้อไหมพรมที่ชายหนุ่มถักทอให้กับมือ

"อากาศเย็นแล้วนะโทโมะ..........เข้าบ้านเถอะ........."

เสียงกระซิบทุ้มต่ำที่อบอุ่น และลมหายใจที่เป่ารดใกล้ใบหูทำให้รอยยิ้มเศร้าคลี่ออกบางเบาก่อนยันตัวลุกขึ้นและจับกระชับมือใหญ่ที่โอบอุ้มและดูแลเรื่อยมา

"คาซึยะ..........พรุ่งนี้ออกมาเล่นน้ำได้มั้ย"

"อากาศมันเย็น อีกอย่าง พรุ่งนี้มีนัดแล้ว จำไม่ได้เหรอ...."


ปากสีซีดจัดเพราะความเย็นของอากาศคลี่ยิ้มอ่อนโยน เดินแนบข้างนักศึกษาแพทย์หนุ่มไปยังทางที่เต็มไปด้วยเม็ดทรายและเปลือกหอยเพื่อเข้าไปในตัวบ้านพักที่ทำจากไม้ชั้นดีพิเศษ
"นั่นสินะ....พรุ่งนี้คาซึยะก็จะไปกับฉันใช่ไหม?"
"อืม........เราจะขับรถกลับโตเกียวด้วยกัน ไปทานราเม็งฟรีที่ร้านของโคยาม่าเหมือนตอนปีหนึ่ง แล้วค่อยเลยไปหาอาจารย์หมอที่โรงพยาบาล.....ถ้าอยากแวะไปหาชิโรตะ เรียว แล้วก็จิน จะพาไปมหาลัยด้วย ดีหรือเปล่า....."
ชายหนุ่มกระซิบบอกที่ใบหูเล็ก ขณะที่ปลายลิ้นตวัดเลียให้เกิดเสียงหัวเราะคิกคักแผ่วเบากับสายลม สองมือกระชับกันเอาไว้แน่น
"บอกมาสิ...ดีหรือไม่ดี........."
"ไม่เอาน่า คาเมะ......อ๊ะ........อย่าเลียสิ....."
"งั้นก็ห้ามให้มันจริงจังหน่อยสิครับ......โทโมฮิสะ.....รีบๆเข้าบ้านเถอะ.....อากาศอย่างนี้ผมอยากทำความอบอุ่นร่างกายจะแย่อยู่แล้ว...."




นายรู้มั้ย......เส้นทางของเราที่มันสวยงามมาตลอด.......มันจะจบลงเมื่อไร...........


คาซึยะ........ฉันไม่รู้เลย ว่าเราจะยังโอบกอดและบอกรักรำพันให้แก่กันและกันอย่างนี้ได้นานแค่ไหน.....


ฉันกลัว.........





กลัวเหลือเกิน.....






เพราะงั้น...........ได้โปรดอย่าทิ้งกันไปนะ.........







อยู่กับฉัน..................จนลมหายใจสุดท้าย........จะได้ไหม............







รักกัน จนกว่าฉันจะจากไป..........ได้โปรด...................


***********************************

เส้นทางจากฮอกไกโดไปจนถึงโตเกียว สำหรับคาซึยะแล้วใช้เวลาในการขับไม่นานนัก คนที่นั่งเคียงข้างมาด้วยหลับสนิทด้วยความเพลียจากร่างกายที่ถูกใช้งานหนักเมื่อคืนที่ผ่านมา เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนพัดตามแรงลมจากแอร์รถยนต์ คาซึยะปรับเพื่อลดอุณหภูมิก่อนเบรคตัวลงเพื่อหาเสื้อกันหนาวจากเบาะหลังมาคลุมให้คนรักด้วยความห่วงใย

โทโมฮิสะเป็นเด็กอ่อนแอ..........นับตั้งแต่จำความได้.......

เพราะพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายทำงานด้วยกัน คาซึยะกับโทโมฮิสะจึงรู้จักเป็นเพื่อนเล่นมาตั้งแต่เด็กๆ และตัวคนตัวเล็กเอง ก็เป็นทาลัสซีเมียตั้งแต่กำเนิด.......


'โตขึ้น ฉันจะเป็นหมอ มารักษาโทโมะให้หาย..........เพราะงั้นนายต้องอยู่รอจนกว่าฉันจะเรียนจบนะ!'


คำพูดตอนที่ตัวเองอยู่อนุบาลคำนั้น คาซึยะยังจำมันได้...เขาซื่อสัตย์ และพยายามจนถึงทุกวันนี้...........



นั่นสินะ......ความฝันของเขา.....เกิดจากคนรักเพียงคนเดียวเท่านั้น.......


แม้แต่ตัวเอง ยังรู้สึกเหลือเชื่อกับตัวเองจนถึงทุกวันนี้.......จากเด็กโง่ๆคนหนึ่ง พยายามจนเป็นนักเรียนแพทย์ที่เรียนจบก่อนคนในรุ่นเดียวกันถึงหนึ่งปี.......


สัปดาห์หน้า ก็จะได้รับใบรับรองเรียนจบแล้ว


ฉันจะเป็นหมอคนแรก........ที่รักษาโรคนี้จนหายขาด............เชื่อฉันนะโทโมฮิสะ



รถยนต์คันสีบลอนด์เงินจอดลงที่ร้านราเม็งเล็กๆช่วงหัวมุมถนนไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยสักเท่าไร เมื่อเครื่องยนต์ดับลงเจ้าของร้านที่เดินมาเพื่อแขวนป้ายปิด1วันก็ปรากฏตัวมาให้เห็นในทันที
"วันนี้ร้านปิดเหรอโคยาม่า....."
"อ้อ ใช่.......คุณแม่อยากไปโอซาก้ากับเรียวน่ะ เอาไว้วันหลังค่อยมาใช้บริการกินฟรีได้ป่าว?คาเมะ..."
คาซึยะมองไปยังคนที่นอนหลับสนิทด้วยลมหายใจเหนื่อยอ่อนเล็กน้อย สายลมอ่อนพัดพาให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นปราดเข้าทั่วร่างกาย

"พวกเรียวก็อยู่ที่นี่เหรอ?"
"ใช่ อยู่ข้างในน่ะ ครบเลยทั้งชิโรตะ ทั้งจิน ขาดยามะจังคนเดียว"
คาเมนาชิมองลอดไปในม่านผ้าสีน้ำเงิน และจดจ้องดวงตารีของเพื่อนร่วมมหาลัยนิ่ง
"โทโมฮิสะอยู่ในรถ........วันนี้หมอนั่นตั้งใจจะมากินราเม็งของนาย.......ก่อนไปโรงพยาบาล.........."


"อ้อ....งั้นเข้ามาสิ....เดี๋ยวฉันลงมือทำให้เลย..........ยามะจังอุตส่าห์อยากกินทั้งทีนี่........."

"ถ้ารบกวน..........."

"ไม่หรอกๆ.........ฉันอยากทำราเม็งให้ยามะจังกินให้มากที่สุดน่ะ........."
ใบหน้าของโคยาม่าตอนนี้ ดูเหมือนคนกำลังจะร้องไห้เหลือเกิน มือที่กำลังแขวนป้ายร้านอยู่หยุดนิ่ง ราวกับถูกมนต์สะกด........

"ฉันไม่เจอยามะจังตั้งนาน.......ไม่ได้ข่าวเลยตั้งแต่วันที่เป็นลมหน้าตึกวันนั้น............มีคนลือกันว่า............"


"ไม่จริงหรอก........เดี๋ยวโทโมะก็จะหายแล้ว........"
โคยาม่าฝืนยิ้มออกมาน้อยๆ พลางลูบหัวตัวเองแก้เก้อ.......สายตาสอดส่องเข้าไปภายในรถที่ติดฟิล์มจางๆเอาไว้
"ทำไมถึงผอมอย่างนี้นะ........"
"เขาไม่ค่อยกินอะไรน่ะ.......คะยั้นคะยอเท่าไหร่มื้อนึงก็ได้ไม่เกินสามคำ......"

"ดีจังนะที่เป็นนาย........"
ชายหนุ่มสบตากับคนรักของเพื่อนนาน กว่าจะพูดประโยคถัดมาด้วยความสั่นเครือ
"ถ้าเป็นเรียว หรือจิน..........คงดูแลยามะได้ไม่เท่านาย............"



"เพราะฉันรักเขาไงล่ะ.........รักยิ่งกว่าชีวิตของตัวเองด้วยซ้ำ......."


โคยาม่าผงกหัวให้คาเมะหนึ่งครั้ง เดินนำเข้าไปในร้านเล็กๆก่อนเสียงเอ็ดตะโรโวยวายจากภายในจะดังมาก่อนหนุ่มๆวิ่งกรูออกมาพร้อมกัน คนในรถจึงสะดุ้งตื่นและมองไปด้านนอกโดยแววตาตระหนก
"นี่อย่าทำให้โทโมะจังตกใจได้มั้ย........พวกนาย...!"
"เออๆ รู้แล้ว เจ้าหญิงครับ ไปทานราเม็งกันเถอะนะ"
จินเป็นคนพูดประโยคนี้ก่อนเปิดประตูรถให้คนสวยด้วยท่าทางตลกๆ โทโมฮิสะหัวเราะน้อยๆกับชายหนุ่มที่เคยเข้ามาจีบคนแรกก่อนมือใหญ่ของคู่แข่งของจินจะยื่นมาตรงหน้าเพื่อประคองคนป่วยให้ลุกขึ้นยืน
"คิดถึงยามะจังเลย"
"ฉันก็คิดถึงเรียวเหมือนกัน......ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ไม่เห็นสูงขึ้นบ้างเลย....."
"มันก็สูงที่สุดได้เท่านี้แหละ ว่าแต่นายเถอะ ทำไมถึงผอมลง?"
ชิโรตะไล่สายตาไปตมสัดส่วนจนชายหนุ่มที่ยืนอีกฟากต้องปรี่มาเอาตัวเองบังเอาไว้อย่างหวงแหน เรียกเสียงหัวเราะได้จากหนุ่มๆที่ยืนห้อมล้อมกันทั้งหมด
ใครๆก็รู้.....คาเมนาชิหวงเจ้าหญิงของพวกเขามากขนาดไหน.............

แม้แต่สายลม ยังต้องถูกปกป้องด้วยเสื้อโคทที่ตัวเองสั่งตัดมาอย่างดีเลยด้วยซ้ำ

ยามะพีก้มหน้าลงเมื่อคำถามของเพื่อนสนิทเอ่ยขึ้นมา ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนคนฟังยังใจหาย



เพราะฉันใกล้ตายแล้วยังไงล่ะ.....................


----------------------------------------


ไม่รู้ว่าเป็นเวลาเนิ่นนานเท่าไรที่ชายหนุ่มนั่งรอผลการตรวจจากอาจารย์หมอที่ถือว่าเก่งที่สุดในญี่ปุ่นด้วยอาการกระวนกระวาย ทุกครั้งที่ประตูห้องตรวจเปิดขึ้นและปิดลงทำให้หัวใจแกร่งกล้าดวงนี้เต้นระส่ำอย่างไม่เป็นจังหวะ แต่แล้วเมื่อเป็นเพียงพยาบาลเท่านั้น หัวใจที่เต้นแรงก็ห่อเหี่ยวลงทุกที

เสียงเปิดประตูครั้งสุดท้ายดังขึ้นเมื่อยามาชิตะเดินออกมาจากห้องตรวจ รอยยิ้มซีดเซียวส่งให้ชายหนุ่มก่อนยกแขนขึ้นมาแกล้งเบ่งกล้ามให้ดูแข็งแรง ทั้งๆที่ตัวเอง แทบเดินไม่ไหวแล้วด้วยซ้ำไป
อาจารย์ว่าไงบ้าง? อาการดีขึ้นมั้ย?
สบายอยู่แล้ว คาซึยะดูแลฉันดีขนาดนี้ มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ.......
ยามะพีตอบแล้วควงแขนแกร่งเดินออกจากโรงพยาบาลไปก่อนจะถูกฉุดรั้งไว้ด้วยชายร่างโตที่เดินมาเคียงข้างกัน
อะไร คาเมะ?
แล้วยาล่ะ?
ก็บอกแล้วว่าแข็งแรง จะกินยาอีกทำไม?
คาซึยะเลิ่กคิ้วมองด้วยสายตาที่ไม่เชื่อนัก แต่มือโดนหยิกจมูกแรงๆก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างสุขใจ
คาซึยะน่ะ เหมือนตัวเองอายุ40แล้วนะ........ดูเหมือนนายแบกโลกเอาไว้ทั้งใบตลอดเวลางั้นแหละ..........
ก็ฉันเป็นห่วงนายนี่นา......รออีกสัปดาห์เดียวเท่านั้นแหละ ฉันต้องรักษาโทโมะได้แน่นอน.......วันนั้นโทโมะต้องยิ้มทั้งน้ำตา......เชื่อฉันมั้ยล่ะ?
คาซึยะพยุงคนในอ้อมแขนเอาไว้แม่นมั่น พากันเดินกลับเข้ารถและปรับเบาะนั่งให้คนหน้าหวานได้นั่งอย่างสบาย
ไม่เชื่อหรอก......อ๊ะ วันนี้พวกเรียวไปโอซาก้ากันนี่ ตามพวกนั้นไปกันเถอะ
รอยยิ้มหวานส่งออกมาให้อย่างจริงใจ แม้มันจะดูแห้งเหี่ยวแต่กลับทำให้ใครคนหนึ่งรู้สึกสดใสได้อย่างเหลือเชื่อเหลือเกิน
ทั้งๆที่เพิ่งกลับมาจากฮอกไกโดเนี่ยนะ..........นายควรจะพักอยู่ที่บ้านมากกว่า.......


ไม่เอา........ฉันอยากเที่ยวนี่ ใกล้ๆก็ได้ ในโตเกียวก็ได้ แต่ไม่กลับบ้าน?
งั้นจะไปไหน?
ชิบุย่า
ไม่เอา คนเยอะจะตาย อากาศก็หนาวด้วยเดี๋ยวโทโ.............
ก็บอกว่าฉันสบายดีไง........หรือว่านายไม่อยากไปเที่ยวด้วยกัน..........
คาซึยะเฉี่ยวตามองคนขี้งอนน้อยๆ พลางสตาร์ทรถออกเพื่อมุ่งหน้าไปยังปลายทาง
ให้เดินแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นนะ

คุณรู้มั้ย........บางครั้งคนที่ยิ้ม ไม่ได้หมายความว่าเขามีความสุขหรอกนะ...........


แต่ที่ยิ้ม.........เป็นเพราะจงใจให้ตัวเองลืมความทุกข์............


และที่ยิ้ม.........ทำเพียงเพื่อให้คนที่รัก มีความสุขแทนเราต่างหาก....................




นั่นแหละ ความหมายของรอยยิ้มของโทโมฮิสะ...............


คาเมะ ถ่ายรูปสติกเกอร์กันเถอะ!
เห...ปกติกลัวกล้องไม่ใช่เหรอครับ
ใช่ แต่วันนี้ฉันน่ารักนี่ ถ้าไม่ถ่ายวันนี้เดี๋ยววันหลังจะไม่น่ารักแล้วนะ!

วันหลัง........อาจเหลือเพียงแค่ร่างกายที่แห้งเหี่ยวเพราะไม่มีเลือดหมุนเวียนอีกแล้วนะ

ไม่จริงหรอก โทโมฮิสะของผมน่ะน่ารักทุกวันอยู่แล้ว..........

เพียงคำพูดที่คนรักมักพูดให้แก่กันเป็นธรรมดา.........ยามะพีเพิ่งรู้.......ว่ามันจะทำให้กระบอกตาของเขาร้อนมากขนาดนี้ ร่างผอมบางและซีดเหลืองหันหลังให้แสร้งทำเป็นเลือกตู้ที่ดูดีที่สุด


หากแต่ความจริง ที่ผู้ชายที่มาด้วยกันมองไม่เห็น...........คือหยดน้ำตาที่ไหลรินลงมาเจียนขาดใจ ทั้งๆที่ริมฝีปาก กลับฝืนยิ้มอย่างมีความสุขอย่างนั้น


แปลกดีนะ ทั้งๆที่เราใช้เวลาทั้งชีวิตมาด้วยกัน................แต่กลับไม่รู้สึกเบื่อกันเลย..............


นี่ อย่าเติมแว่นตาให้ฉันสิ คาเมะ!
อ้าว ก็โทโมะใส่หูกระต่ายให้ผมก่อนทำไมล่ะ......
ก็นั่นเป็นเพราะนายเติมหนวดให้ฉันต่างหาก!!!! คนบ้า!


ทั้งๆที่เวลาที่มาเที่ยวด้วยกัน ก็สนุกแบบนี้..........แต่นายรู้สึกมั้ย คาซึยะ..........ว่าวันนี้มันช่างมีความสุขมากกว่าทุกวันเสียเหลือเกิน

ทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และฝ่ามือคู่นั้นที่กอบกุมกันเอาไว้ไม่ยอมให้ห่าง

ฉันรักนาย............ตลอดเวลา..............


นี่ คาซึยะ แหวนวงนั้นสวยจังเลยเนอะ........ถ้าฉันเป็นผู้หญิง คาซึยะจะซื้อให้ฉันมั้ย?
นิ้วก้อยที่เกี่ยวกันเอาไว้ และสายตาที่จับจ้องมาตลอดเวลาทำให้ใบหน้ามันร้อนผ่าว

แม้เวลาผ่านไป10ปี 20ปี..........แปลกจังนะ ที่คนเราจะยังเขินอายซึ่งกันและกันได้มากขนาดนี้

ยามะพีแนบใบหน้าลงบนกระจกร้านขายเครื่องประดับ โดยมีชายหนุ่มรูปงามซ้อนทับอยู่ข้างหลัง
ไม่หรอกครับ.......เพราะถึงไม่มีแหวน เราก็มีนี่อยู่แล้ว............
ดวงตากลมโตพลิกตัวหันกลับแต่เมื่อพบใบหน้าอยู่ใกล้แค่ลมหายใจพ่นถึง ก็แน่นิ่งไม่กล้าขยับตัวไปไหน ขาทั้งคู่ราวกับถูกตรึงอยู่กับที่โดยดวงตาเร้นลับที่จ้องมองราวกับต้องการจะกลืนกินกันตลอดเวลา
มะ.........มีอะไรอยู่แล้วงั้นเหรอ...........
ปลายนิ้วที่เกี่ยวกันอยู่ไม่ห่างถูกยกขึ้นมาด้วยนิ้วมือหยาบกร้าน นิ้วก้อยที่อยู่ชิดกันถูกคลายออก ยามะพีมองตามนิ้วมือของคาเมะที่ห่างออกไปตาไม่กระพริบ
เห็นมั้ยครับ.............

เสียงเอ่ยถามทุ้มต่ำ เหมือนคาถาที่ปลุกให้จิตใจเต้นไม่อยู่กับที่ มืออีกข้างหนึ่งที่ปล่อยลู่อยู่ข้างลำตัวยกขึ้นมาเพื่อแทรกปลายนิ้วหยาบกร้านไปบนเรือนผมเส้นเล็กเพื่อให้เงยรับจูบที่หน้าผากมนอย่างแผ่วเบา......


ด้ายแดงนี่นา............

ยามะพีพูดขึ้นเสียงใส พลางยกปลายนิ้วก้อยตัวเองขึ้นมามองด้วยสายตาสนอกสนใจเป็นพิเศษ คาซึยะมองภาพที่ดูอ่อนละมุนดวงตาแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความสุขใจ โน้มลำตัวเข้าหา และจูบที่ริมฝีปากผ่านปลายนิ้ว.........

ฉันรักนาย...........รู้ใช่มั้ย..................ไม่ว่านานเท่าไร....ก็รักนายเท่านั้น.............
เป็นคำบอกรักที่หวานรำพัน ดวงตากลมโตกระพริบลงแค่ครั้งเดียว หยดน้ำใสก็ไหลลิ้งลงมาบนปรางแก้มขาวอย่างสุดจะหักห้าม สองแขนโอบกอดรอบคอชายหนุ่มเอาไว้ ครางเรียกแต่ชื่อราวกับกลัวว่าคนตรงหน้าจะหายไป


อย่าทิ้งฉันนะ......โทโมะ................................


มันเป็นแค่คำขอโทษเท่านั้นที่ดังก้องออกมาจากใจ.............ถ้าเลือกได้ เขาจะไม่รักคาเมะ และไม่ทำให้คาเมะรักมากขนาดนี้..............

การจากลาเป็นสิ่งที่เจ็บปวด....................และเขาก็ไม่เคยคิดจะทิ้งคาซึยะให้อยู่คนเดียว...........


แต่ไม่อาจจะห้ามได้อีกต่อไปแล้ว....................



เสียงสะอื้นฮักจากคนในอ้อมกอดเหือดหายไป ดวงหน้าหวานซบลงที่บ่าแกร่งและลมหายใจ ก็อ่อนระทวยจนไม่อาจจะรั้งเอาไว้ได้อีก.........
มือที่โอบรอบคอร่วงลงช้าๆ คาซึยะยืนนิ่งงันอยู่หน้าร้านเครื่องประดับในย่านชิบุย่าด้วยหัวใจที่ไม่อาจจะควบคุม..........



หยดน้ำตาลูกผู้ชาย เอ่อคลออยู่ที่ตารีเล็ก กระชับอ้อมแขนที่โอบกอดกันอยู่ให้แน่นขึ้น และแน่นขึ้น...........


แน่นจนแม้กระทั่งตัวเอง ก็หายใจไม่ออกอีกต่อไปแล้ว..................



ทั้งๆที่ความฝัน มันถูกถักทอเพื่อคนในอ้อมกอด ทั้งๆที่........มันเลือนลางอยู่ตรงหน้า................



แต่กลับห่างหายไป จนเกินแรงจะไขว่คว้า.....................


สิ่งหนึ่งที่ปรากฏอยู่และฉุดรั้งได้เท่านั้น คือด้ายแดงแห่งพรหมลิขิต.............




และหยดน้ำตา ที่ไหลรินลงมา พร้อมกับเสียงกระซิบขอโทษมาจากสถานที่ไกลโพ้น.....................






ขอบใจนะ.............ที่ยืนข้างๆกันมาตลอดเวลา........................


คำพูด ที่คาซึยะได้ยินมันแว่วมา.......พร้อมเสียงสะอื้น......จากสถานที่ห่างไกล........................