2007/Apr/03


พิธีจบการศึกษาผ่านพ้นไปอย่างเงียบเชียบ เด็กหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยรู้จักกับเสียงหัวเราะและความสดใส กำลังเก็บเสื้อผ้าของตนลงกระเป๋าไปอย่างเงียบเหงาในวันเดียวกัน จากนี้ เขาควรทำอย่างไรต่อไป......เจ้าตัวยังไม่รู้เลย หลังจากวันที่ถูกยามะพีตัดความสัมพันธ์ในตอนนั้น ทุกอย่างก็เดินต่อไปราวกับเครื่องจักร เขาทำ ในสิ่งที่ควรจะทำ แต่เขาไม่ได้ทำ ในสิ่งที่หัวใจสั่งให้ทำอีกต่อไป เคียวโกะเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่มาถามไถ่อาการผิดปกติของเขาไปบ้าง แต่ไม่นานนักหล่อนก็ละความสนใจไปเองในเมื่อคำว่า 'ช่างฉันเถอะ' หลุดออกมาจากริมฝีปากนี้เพียงประโยคเดียว


แค่คนๆเดียว สามารถทำให้เขาเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้เชียวหรือ?


ว่าแล้วคาซึยะก็นึกขันตัวเองอยู่ในใจ


เสื้อตัวสุดท้ายที่คาซึยะยัดมันลงในกระเป๋า เป็นเสื้อตัวเดียวกับวันที่เขาใส่พาโทโมฮิสะไปที่บ้านคุณยาย


ทำไม.........ทุกสิ่งทุกอย่าง ถึงได้มีแต่ภาพคืนวันที่ดีเก่าๆมาคอยทำร้ายเขาด้วยนะ


วันที่เห็นร่างแสนเสน่ห์มาพร้อมกับผู้ชายอีกคนในครั้งนั้น วันที่พาคนที่ไกลเกินเอื้อมมาค้างที่บ้าน กระทั่งวันที่ยามะพีบอกเลิก รสรักครั้งสุดท้ายที่ได้ลิ้มลอง คาซึยะยังจำมันได้ดี วันนั้น ยามะพีกอดเขาแน่นกว่าทุกวัน..........มันทั้งหอมหวาน และซาบซ่า......แต่สุดท้าย.........มันกลับมาทำร้ายเขาให้เจ็บปวดเหลือเกิน


คาซึยะแค่นยิ้มออกมาอีกครั้ง เขาไม่อาจคิด ว่าตอนนี้ยามาชิตะจะเป็นอย่างไร.......สบายดี หรือว่ามีคนใหม่หรือยัง..........

"เฮ้อ~"

เสียงถอนหายใจดังออกมา คาซึยะมองตั๋วเครื่องบินไปฝรั่งเศสไฟท์เที่ยงคืนแล้ว ก็ยังเหลือเวลาอีกสามชั่วโมง ร่างสูงหยิบกล้องตัวใหม่ราคาหลายสิบล้านที่คุณยายซื้อให้เป็นของขวัญจบการศึกษาขึ้นมาพิจารณา น่าเสียดาย ที่ตอนนั้น เขาไม่ได้ถ่ายรูปเอาไว้กับโทโมฮิสะเลยสักรูป ถ้ามีเก็บเอาไว้ คงไม่คิดถึงขนาดนี้หรอกกระมัง..........


แชะ แชะ ...........

เสียงกดชัตเตอร์ดังขึ้น เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นไปมองบนเพดาน

แชะ แชะ แชะ...........

หมอนใบนี้ เป็นหมอนที่เขากับโทโมฮิสะหนุนด้วยกันในคืนแรก


ทำยังไง..........ฉันถึงจะลืมนายได้กัน...............คนดี.........


คาซึยะลดกล้องถ่ายรูปลง ยืนนิ่งอยู่กับที่และปล่อยให้น้ำตาแห่งความหลัง ไหลลงมาโดยไม่เช็ดมันออกไป

เจ็บเหลือเกิน.........................


ดวงตารีปิดลงอย่างเหนื่อยล้า เขาสะบัดหน้าแรงๆสอง-สามทีหลังจากนั้น และคว้ากระเป๋าใบโตขึ้นมา


ถึงเวลาที่จะต้องไป..........และทิ้งเรื่องเก่าๆ เอาไว้สักที.............


ซึบาสะโบกมือลาคุณหนูที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กด้วยรอยน้ำตา ด้วยโรคซึมเศร้าที่พ่อเลี้ยงของยามาชิตะสังเกตได้ ยามะพีจึงได้รับคำสั่งให้ไปเรียนต่อเอาปริญญาตรีใบที่2ที่อิตาลีแก้ว่าง ถึงแม้ซึบาสะจะรู้ว่ามันเป็นวิธีแก้ที่ไม่ถูกนัก แต่เขาก็ไม่มีวิธีที่ดีกว่าที่คุณท่านทำเลยแม้แต่น้อย
ยามะพีฝืนยิ้มให้พี่เลี้ยงด้วยสีหน้าซีดเซียว


............ทั้งๆที่เป็นคนบอกเลิกเองแท้ๆ.............


แต่ทำไมคนที่เขาไม่ต้องการจะให้เจอกันอีก กลับเป็นคนที่เขาอยากไปหามากที่สุดในเวลานี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน

กับเคียวโกะ คงไปด้วยกันได้ดี ทางด้านของจินกับฮิโรกิ หรือจะเป็นฮิเดอากิกับซึบาสะ ทุกคนก็ล้วนแต่มีความสุขในเรื่องของความรักกันทั้งนั้น ล่าสุดยามะพียังได้ยินมาว่าฮิโรกิยอมย้ายไปอยู่ที่บ้านจินแล้ว

ทุกคน ช่างมีความสุขกันจริงนะ


แวบหนึ่งที่ยามาชิตะเผลอคิดไปว่า ถ้าเคียวโกะตาย...........แต่แล้วก็ต้องตบหน้าตัวเองแรงๆ ในเมื่อคาซึยะไม่ได้รักเขา......ต่อให้เคียวโกะจะอยู่หรือตายไป มันก็ไม่ต่างกันอยู่ดี
เขาเงยหน้าขึ้นมองเพดานที่สูงลิบของสนามบิน พลางลากกระเป๋าเดินไปตามทางที่ค่อนข้างว่างของสนามบินยามห้าทุ่มกว่า
หากโทโมฮิสะ มองทางสักนิด เขาอาจจะได้ทราบว่า........

คนที่เดินนำอยู่ข้างหน้า ไม่ใช่ใครที่ไหน..........นอกจากคนที่เขาเฝ้าคิดถึงอยู่ตลอดเวลาเลย..............


เนิ่นนาน......ของกาลเวลาที่หมุนเวียนผ่านไป..............


จากวัน เป็นเดือน จากเดือน.........เป็นปี.............

แล้ววันหนึ่ง..............ก็เดินทางมาถึง

ภาพดอกทานตะวันเหี่ยวๆถูกจัดโชว์เอาไว้ ณ ห้องภาพโทรมๆที่ฝรั่งเศส การเดินทางทั่วโลกของคาซึยะยังไม่จบลง เช่นเดียวกันกับหัวใจที่ท่องไปอย่างเหว่ว้าดวงนี้

แชะ แชะ แชะ.........


เสียงภาพถ่ายดังขึ้น และเงียบลงเป็นพักๆ เมื่อเห็นคนที่เดินผ่านไปเมื่อครู่แล้ว ช่างจับตาจนน่าเก็บมาเป็นแบบเสียจริง

ผู้หญิงหรือผู้ชายกันนะ?

ตากล้องมองตาม พลางวิ่งไปคว้าท่อนแขนชาวเอเชียที่หลงมาเดินคนเดียวหน้าแกลลอรี่เก่าๆแห่งนี้ตามลำพัง

"อ๊ะ...........เอ่อ ขอโทษ.......แต่เป็นแบบให้ได้มั้ย....."

"ฉันรีบ.........."

"นี่คุณ.....คนญี่ปุ่นเหมือนกันน่า ขอแค่น้ำใจซัก 2 - 3 นาทีเอง ตาคุณน่ะ มันเศร้าดี ฉันชอบ........ชื่ออะไรเหรอ?"

"ยามาชิตะ...........ยามาชิตะ โทโมฮิสะ ถ้าจะถ่ายก็รีบๆด้วย ฉันมีเรื่องจะต้องทำ........."

ตากล้องร่างอรชรใบหน้าขาวใสพยักหน้าลง และกดชัตเตอร์รัวๆหลายครั้ง ถึงแม้ฟังดูแล้วเสียงจะน่ารำคาญอยู่บ้าง แต่เมื่อฟังแล้ว ชายหนุ่มก็คิดไปถึงใครบางคนที่ห่างหายกันมานานนับ 5ปี

ป่านนี้ คงตัวเท่านี้ คงบุคลิกแบบนี้ และอายุก็เท่ากับตากล้องที่ถ่ายเขาอยู่นี่ล่ะกระมัง

"คาซึยะ.........."
ว่าแล้ว ริมฝีปากบางก็พึมพำออกมาเป็นเสียงเบาของลมหายใจ ช่างคิดถึงอ้อมกอดที่อบอุ่น และแววตาที่แสนดีคู่นั้นเหลือเกิน

"นี่........มีแฟนแล้วเหรอ แย่จัง ว่าจะจีบซักหน่อย.........."

"ยังไม่มีซักหน่อย! เธออย่าไร้มารยาทได้มั้ย ฉันโตกว่าเธอนะ"

เด็กตากล้องที่อยู่ตรงหน้ายิ้มทะเล้น แล้วจู่ๆก็คว้าฉับที่ข้อมือเล็กเดินเข้ามาในแกลลอลี่ทันที

"แววตาของคนที่กำลังคิดถึงคนรักอยู่ชัดๆเลย.......นี่ เข้ามาดู ฉันมีเพื่อนคนนึงก็มีแววตาแบบนี้เหมือนกัน อ๊ะ ไม่ต้องถอดรองเท้าหรอก"
ยามะพีขมวดคิ้วจนเป็นปมแน่น เจ้าเด็กสาวท่าทางแก่นกะโหลกนี่จะเอายังไงกับเขากันแน่

"นี่ไงๆ เดี๋ยวเปิดผ้าคลุมก่อน.........."

ยามาชิตะแสดงท่าทีหงุดหงิดระคนรำคาญออกมาอย่างเห็นได้ชัด เขากวาดตามองไปโดยรอบแกลลอรี่เล็กๆนั่น เจ้าของห้องที่เหม็นอับอย่างนี้ กี่ทีๆก็คิดถึงคาซึยะอยู่ดี

โทโมฮิสะถือวิสาสะเดินไปเปิดไฟให้ภายในห้องสว่างขึ้นทันตา และสายตา ก็ไปสะดุดอยู่ ณ รูปภาพที่เป็นลายฝ้าเก่าๆ และหมอนใบนั้น...........

ไม่ว่านานเท่าไหร่..........เขาก็จำลายของมันได้...........


"นี่ไง......หมอนี่หน้าตาดีใช่ไหมล่ะ ที่จริงภาพในแกลลอรี่นี้ก็เป็นของหมอนั่นซะส่วนใหญ่ล่ะ แต่นานๆจะกลับมาดูแลซักที เอาแต่เที่ยวถ่ายรูปเสียจนลืมฉันไปสนิทเลย"
ยามะพีหันหน้าพรึ่บมามองรูปใบใหญ่ที่เมื่อครู่ถูกผ้าสีขาวเลอะฝุ่นคลุมอยู่ บัดนั้นเอง ที่หัวใจมันก็เต้นรัวอีกครั้ง

"คาซึยะ........."

"อ๊ะ......รู้จักกันด้วยเหรอ?"

เด็กสาวห้าวเอ่ยถามพลางส่งสายตาประหลาดใจออกมาอย่างไม่ปิดบัง ใบหน้าของคาซึยะที่ดูซีดเซียวกว่าเมื่อสามปีก่อน แววตาคู่นั้น.........ทั้งเศร้าสร้อย หดหู่ และเต็มไปด้วยความคิดถึงที่ส่งออกมาอย่างเห็นได้ชัด

สิ่งที่เขาทำมา ทรมานตัวเองมาตลอด5ปี โทโมฮิสะเพิ่งประจักษ์ตอนนี้........ว่ามันไม่มีประโยชน์เลย.........

คาซึยะ ไม่ได้มีความสุข อย่างที่เขาวาดหวังให้คาซึยะมี


"เขา.....เป็นยังไงบ้าง..........."
เด็กสาวที่ดูเหมือนเป็นลูกมือในแกลลอลี่นี้หันมองดวงตาที่เต็มตื้นไปด้วยความโหยหานั้น แล้วยกกล้องขึ้นมาช้าๆ

แชะ............

"หมอนั่นแต่งงานกับผู้หญิงที่เรียนมาด้วยกัน ประมาณปีนึงแล้วก็หย่า มีลูกเล็กๆสองขวบที่ตอนนี้กระเตงไปถ่ายรูปทั่วโลกอยู่น่ะ"

"หย่า?.........."

"อืม ฉันไม่รู้ตื้นลึกหนาบางหรอกนะ ตอนมารู้จักฉันหมอนั่นก็หย่ากับแฟนไปแล้ว........แต่ทั้งๆที่อยู่ญี่ปุ่น ผู้หญิงคนนั้นก็แวะมาที่แกลลอรี่บ่อยๆนะ ฉันรู้มาว่ายัยนั่นแต่งงานใหม่กับเพื่อนชาวต่างชาติที่เจอกันในมหาลัยน่ะ"
หยดน้ำตาร้อนผ่าวไหลรินลงมายังปรางค์แก้มสีชมพูซีดเมื่อรับฟังแต่ละประโยคจากเด็กสาว มันบ่งบอกถึงความโดดเดี่ยวของคาซึยะ......


เขาผลักไสให้คาเมะ อยู่คนเดียวตลอด 5 ปีเชียวหรือ?


ผ้าเช็ดหน้าเลอะสีอะคีลิคถูกยกขึ้นมาโดยเด็กสาวที่น่ารำคาญเมื่อครู่เพื่อเช็ดหยดน้ำตาให้ชายหนุ่ม แต่โทโมฮิสะก็ปัดมันออก
"อยูไหน?..........."

"อะไร อยู่ไหน?"

"เขาอยู่ไหน.............คาซึยะน่ะ เขาอยู่ที่ไหน.........."
"ระ...........เรื่องนั้นใครจะไปรู้เล่า หมอนั่นก็เดินทางไปเรื่อยๆแหละ แต่วันก่อนหมอนั่นส่งรูปถ่ายมาดูท่าเหมือนถ่ายจากส่วนไหนสักแห่งของเกาะกวมนะ แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะไปที่อื่นรึยัง หมอนั่นไวยังกะปรอท รึถ้าไม่อยากให้พลัดกันนายก็รออยู่ที่นี่แหละ ซัก5 - 6 เดือนหมอนั่นก็มาแล้ว"
"ฉันไม่รอหรอก.........ฉันให้เขาอยู่คนเดียวไม่ได้อีกแล้ว......ฉันทำร้ายเขาไม่ได้อีกแล้ว!!!"
พูดจบร่างบางก็วิ่งออกจากแกลลอรี่โทรมๆ ทิ้งให้เด็กสาวที่เป็นดั่งกุญแจสำคัญยืนเกาหัวแกรกด้วยความไม่เข้าใจ

แชะ แชะ.........

"โอโต้ซัง........โอโต้ซัง............."
เสียงเล็กๆของเด็กชายดังขึ้น พร้อมกับร่างที่เดินเตาะแตะในชุดสีน้ำตาลอ่อนเปื้อนฝุ่น
"That's a fish......fish......"
ปลายนิ้วเล็กชี้ไปยังแมวตัวโตตาสีเหลืองที่นั่งอยู่บนตักของนักท่องเที่ยวชราคนหนึ่ง ชายหนุ่มลดกล้องถ่ายรูปลงและหันมาอุ้มลูกชายคนเดียวขึ้นมา
"It isn't...."
"A fish....."

"Cat.........."
คาซึยะอธิบายลูกชายที่เพิ่งพามาอยู่ด้วยเมื่อปลายเดือนที่แล้วอย่างใจเย็น แต่ดูเจ้าตัวไม่ได้ใส่ใจนัก ในเมื่อกล้องที่โอโต้ซังมักหมกมุ่นอยู่กับมันตลอดเวลาคล้องคออยู่ใกล้มือเด็กแค่เอื้อม เจ้าตัวซนจึงดูเหมือนจะสนใจมันมากกว่าสิ่งใด
"what's this..... cat?....."
คาซึยะหัวเราะในลำคอ นึกเอ็นดูเด็กนี่อยู่เหมือนกัน แต่ก็แปลกดีนะ ทั้งๆที่เขาก็มีตัวป่วนอยุ่ข้างๆตลอดเวลา แต่ทำไม..................เหมือนอยู่คนเดียวทุกนาที

ท้องฟ้าข้างบนเป็นสีสดใสของฤดูหนาว กลิ่นของหมอกทำให้เขารู้สึกฉุนจมูกและเช่นเดียวกับเจ้าตัวเล็กที่เอาแต่ง่วนอยู่กับของเล่นชิ้นใหม่ด้วย

ตอนนี้ยามาชิตะคนดี จะอยู่ที่ไหน จะนอนห่มผ้าหรือเปล่านะ ไม่สิ ควรจะถามว่า คนที่อยุ่ข้างๆ จะห่มผ้าให้ก่อนนอนหรือเปล่านะ

ดวงตารีเล็กหรี่ตาลง เพื่อไม่ให้รู้สึกถึงอาการแสบนัยน์ตาให้มากนัก ไม่ว่านานเท่าไรๆ จะไม่มีวันที่เขาจะลบเลือนภาพในใจนั้นไปได้เลยหรือไรกัน? เขากระชับอ้อมแขนที่กอดลูกชายเอาไว้แนบอก ราวกับจะปกปิดเจ้าตัวเล็กว่าโอโต้ซังของเขากำลังอยากจะร้องไห้มากเพียงใด

ภาพถ่ายของเกาะกวมจากที่ราบสูงเป็นภาพที่โรแมนติกได้อย่างเศร้าสร้อยยิ่งนัก อาจเป็นเพราะใกล้ถึงวันขึ้นปีใหม่แล้ว นักท่องเที่ยวจึงนิยมมาเที่ยวผาสูงนี้มากกว่าปกติ และเมื่อนำภาพที่ถ่ายออกมาล้างดูแล้ว คาซึยะก็ทราบว่าภาพส่วนใหญ่ เป็นภาพของคู่รักที่มาดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์กันที่นี่

เกาะกวม เป็นที่รู้จักกันดีในชาวต่างชาติว่าเป็นสถานที่แห่งความรักโรแมนติก ไหนจะผาสูงที่มีกลิ่นอายของตำนานเก่าๆที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก

รู้ทั้งรู้ว่านี่เป็นสถานที่อย่างไร แต่คาซึยะยังดันทุรังพาตัวเองมาทรมานใจถึงที่นี่......เพียงเพราะคิดว่า บางที เขาอาจจะได้เจอโทโมฮิสะ.......กำลังมีความสุขกับใครสักคน............ที่ไม่ใช่เขา

ไม่ใช่ว่าคิดว่าโทโมฮิสะเป็นคนเปลี่ยนใจง่าย แต่แท้จริงแล้วในใจของคาซึยะกำลังคิดถึงเรื่องคำบอกลาที่ว่า'เราไม่ได้รักกัน'ในวันนั้น เหมือนกับว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับหน้าหวาน เป็นเพียงเรื่องที่เขาเพ้อฝันอยู่ฝ่ายเดียว ก็คงไม่แปลกอะไร ถ้าวันหนึ่ง เขาอาจจะเจอโทโมฮิสะกับใครบางคนที่เขาไม่รู้จัก รักกัน

คาซึยะเดินกลับเข้าโรงแรมโดยที่มือข้างหนึ่งอุ้มเจ้าตัวเล็ก ส่วนอีกข้างก็ถือกล้องถ่ายรูปราวกับเป็นสิ่งสำคัญพอกัน
แสงไฟสีเหลืองถนอมสายตาในห้องจุดเปิดขึ้น คาเมะวางกล้องเอาไว้บนโต๊ะขนาดกลางที่ตั้งเด่นในห้อง ก่อนเดินเอาเจ้าตัวเล็กไปวางบนเตียงนอนคู่เบาะหนานุ่ม เกลี่ยเส้นผมบางสีบลอนด์ทองออกจากหน้าเลอะน้ำมูกเบาๆ

ช่างเหมือนแม่เสียเหลือเกิน

เขาแตะลงบนหน้าผากสีขาวจัดของเด็กน้อยๆ กะว่าจะลุกไปเช็ดกล้องแล้วจะกลับมานอนแต่ก็ยังไม่ทันได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เสียงกริ่งหน้าห้องก็ดังขึ้นมาเบาๆ

พนักงานโรงแรมที่ดูเหมือนมีเชื้อญี่ปุ่นอยู่บ้างส่งซองกระดาษสีน้ำตาลให้เขาโดยไม่ได้พูดอะไรออกไป คาเมนาชิจึงปิดประตูห้องลงพร้อมกับแกะกระดาษออกมาอ่าน

"คุณยายเสียแล้ว............."

ข้อความสั้นๆที่ไม่อาจทำให้ใบหน้าเรียบนิ่งเกิดซึ่งความตระหนกได้ แม้เป็นญาติคนเดียวที่เหลือ เขาก็ไม่เห็นว่าจะสำคัญอะไร......คำถามที่ว่า ความรู้สึกไม่รู้ร้อนรู้หนาวได้อย่างเย็นชาแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อไร คาซึยะไม่เคยลังเลเลยถ้าจะต้องตอบว่า ตั้งแต่วันที่เขาได้ปล่อยให้หัวใจเพียงดวงเดียวหลุดลอยไปไกลจนไม่อาจจะดึงรั้งเอากลับคืนมาได้อีกแล้ว

เขามองเจ้าตัวเล็กที่นอนหายใจสม่ำเสมอบนเตียงกว้าง แล้วกลับมาเช็ดกล้องตัวโปรดตามความคิดเดิมที่วางเอาไว้ เพียงไม่นาน ร่างโปร่งจึงลุกไปเก็บเสื้อผ้าเพื่อจะเดินทางกลับญี่ปุ่นทันที คาซึยะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ เมื่อนึกถึงภาระอันหนักหน่วงที่เขาจะได้รับ หลังการจากไปของคุณยาย

"car........"

ปลายนิ้วเรียวเล็กของเด็กน้อยชี้ตามรถแท็กซี่สีเหลืองที่แล่นไกลออกไปเมื่อโอโต้ซังอุ้มเขาลงมาจากรถ เสียงสะอื้นร้องไห้งอแงดังขึ้นเพราะถูกขัดใจ แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้สนใจจะหันไปปลอบให้ลูกชายหยุดร้องแต่อย่างใด สองเท้าก้าวเดินต่อโดยที่ใช้มือข้างหนึ่งลากกระเป๋าเดินทางไปยังช่องทางของผู้โดยสารขาออกที่เที่ยวบินจะไปญี่ปุ่นกำลังจะเริ่มเที่ยวแรกของวันในอีก20นาทีข้างหน้า ความเร่งรีบ ทำให้ร่างโปร่งลืมหันไปมองผู้คนโดยรอบที่ดูหนาตา แต่กลับโดดเด่นซึ่งชายผู้หนึ่งที่กระวนกระวายเดินทางมาตามหาอะไรสักอย่างเช่นกัน

โทโมฮิสะลากกระเป๋าเดินทางใบโตเดินเปะปะเพราะไม่คุ้นกับสนามบินแห่งนี้นัก ผู้คนมากมายเดินกันขวักไขว่ เขายังไม่เห็นวี่แววที่จะได้พบเจอคาซึยะได้โดยบังเอิญสักนิดเดียว

กระทั่งเสียงร้องแสบแก้วหูของเด็กน้อยดังขึ้นจากที่ใดที่หนึ่ง โทโมฮิสะก็หยุดเดิน และหันไปมองต้นเสียงตามสัญชาตญาณเชิงตำหนิ น้อยคนนักที่จะปล่อยให้ลูกร้องไห้เสียงดังระงมอย่างนี้ แต่แล้วสายตากึ่งตำหนินั้นกลับต้องเบิกกว้างแทน เมื่อมองผ่านผู้คนไปเจอต้นเสียงและแผ่นหลังละม้ายกับคนที่แสนจะคิดถึงเสียเหลือเกิน...........ผู้ชายคนนั้น!!!!
"คา...คาซึยะ!!!!"
เสียงหวานตะโกนผ่านเสียงโหวกเหวกอื้ออึงภายในสนามบิน เสียงของผู้ใหญ่มักไม่โดดเด่นเหมือนกับเส้นเสียงเล็กของเด็กที่จะสะกดให้ใครหยุดสนใจได้ และเขาจะไม่รอให้คาซึยะจากไปอีกต่อไปแล้ว เสียงเด็กคนนั้นยังดังระงม ราวกับเป็นเสียงบอกตำแหน่งให้โทโมฮิสะรีบทิ้งกระเป๋าเดินทางวิ่งไปหาเจ้าของแผ่นหลังกว้างนั้นทันที


"คาซึยะ.......คาซึยะ!!"

เสียงที่แว่วมาทำให้ร่างโปร่งหยุดนิ่งและหันไปมองหาต้นเสียง หากแต่ภาพของสนามบินที่ผู้คนขวักไขว่ เขากลับไม่เจอใครสักคนที่จะตะโกนเรียกชื่อของเขาเลย จะว่าไป ณ สถานที่สาธารณะแบบนี้ ก็ใช่ว่าจะมีคนชื่อ คาซึยะ เพียงคนเดียวเสียเมื่อไร คิดได้ดังนั้นคาซึยะจึงสะบัดหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน และเดินตรงต่อไปข้างหน้า แต่เพียงไม่กี่ก้าว ก็รับรู้ได้ถึงแรงกระชากที่ทำให้ตัวเขาเอนเอี้ยวตัวถึง 45 องศา ซึ่งเป็นมุมที่เหมาะพอดีสำหรับใครสักคนที่จะกระโจนเข้ามารั้งเขาเอาไว้ด้วยริมฝีปากโดยไม่ต้องสละแม้คำพูดใดๆ

"........................."


เขากำลังจูบ......กับใครบางคน......?

แม้จะเป็นเพียงแค่ริมฝีปากสัมผัสกันเบาๆ แต่เขากลับรู้สึกถึงใครบางคนที่เฝ้าถวิลหามาตลอด 5 ปี

กลิ่นหอมอ่อนๆเป็นกลิ่นเฉพาะกายลอยเข้ามากระทบจมูก แม้อุ้มลูกอยู่ด้วยมือเพียงข้างเดียวนั้น มืออีกข้างของคาเมะ ก็กดท้ายทอยของยามาชิตะเข้ามาให้ริมฝีปากแนบชิดยิ่งขึ้น กลีบปากที่บดกลึงกันอยู่ค่อยๆคลายออก และดูดรัดอีกฝ่ายอีกครั้งราวกับไม่ยอมให้จูบนี้หยุดลงไปโดยง่าย กระทั่งเจ้าตัวเล็กดึงผมทั้งคู่ออกจากกัน และตั้งท่าจะร้องไห้อีกรอบ บทจูบที่อ่อนหวานจึงคลายออกช้าๆ
"คาซึยะ ฉันขอโทษ..........."

โทโมฮิสะเอ่ยคำวอนด้วยหยาดน้ำตา สองแขนโอบกอดร่างสูงโปร่งเอาไว้แม้ว่าชายหนุ่มจะยังอุ้มเด็กน้อยอยู่..........เพราะคำพูดของตัวเองในวันนั้น ที่ผลักดันให้คาซึยะต้องอยู่ตามลำพังบนโลกใบนี้มาถึง 5 ปีเต็ม............

"คาซึ..........."
"ขอโทษครับ.........แต่ผมรีบ......"

ความรู้สึกผิดที่เอ่อล้นเต็มหัวใจถูกตอกย้ำด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา ร่างเล็กรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงหดหายไป และทันทีที่คาเมนาชิหันหลังให้ ยามาชิตะ ก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นสนามบินและร้องไห้ออกมาอย่างยากจะเก็บมันเอาไว้ได้อีก

รู้ว่ามันฟังดูร้ายกาจ สำหรับคนที่ผลักไสหัวใจที่บริสุทธิ์ของคนรักไปเพียงเพราะคำพูดของผู้หญิงหนึ่งคนแล้วจะมาขอให้ทุกอย่างเป็นเหมือนเดิมเมื่อทุกอย่างมันสายเกินไปเพียงแค่คำว่าขอโทษ

แต่ยามะพีไม่รู้แล้วจริงๆว่าเขาควรทำอย่างไรดี

ทำอย่างไรให้ความรักนี้กลับมาเป็นเหมือนเดิม อย่างที่เฝ้ารอคอยมาแสนนาน......

คาซึยะกระชับแขนอุ้มลูกชายและลากกระเป๋าเดินจากไปราวกับคนไม่รู้จักกัน ทั้งๆที่ดวงตารีเล็กกำลังรู้สึกถึงความร้อนผ่าวและหยดน้ำใส มือของเด็กตัวเล็กกอดเขาเอาไว้ราวกับเป็นสิ่งเดียวที่อยู่เคียงข้างเขาตลอดมา

ฉันควรจะทำยังไงกับนาย โทโมฮิสะ.......ฉันควรทำอย่างไรกับคนที่เห็นความรักของฉันไร้ค่า

ฉันควรทำอย่างไรกับคนที่ทิ้งฉันไว้กับความทุกข์ระทมตลอดเวลา 5 ปี นี้ดี

ฉันควรทำอย่างไร?

t b c

2007/Mar/20

12


รถเข็นสีขาวเลื่อนออกจากห้องฉุกเฉินพร้อมกับฝีเท้าหนักๆของผู้คนหลายคนวิ่งตามออกมา หลังจากแพทย์วัยกลางคนแจ้งอาการของผู้ป่วยเสร็จเรียบร้อยแล้ว เสียงร้องไห้ และเสียงด่าทอ ยังดังระคนไปราวกับเป็นเสียงสวดเพื่อส่งหญิงสาวไปสู่สรวงสวรรค์

ทาคาโกะ เสียชีวิตพร้อมกับลูกในท้อง เพราะอุบัติเหตุ เมื่อยี่สิบนาทีที่ผ่านมานี้...........


จินยืนแน่นิ่ง ขณะที่ทุกคนเดินตามรถเข็นศพไปแล้ว เหลือเอาไว้แต่โทโมฮิสะกับคาซึยะเท่านั้น ที่ยืนข้างๆเขา

ฮิโรกิก็เอาแต่ร้องไห้โทษตัวเองเป็นสาเหตุราวกับคนเสียสติ แพทย์จึงจำเป็นต้องฉีดยาสลบให้ก่อนหน้านี้

เคียวโกะเอง ก็เอาแต่วิ่งไปหาพี่สาว เช่นเดียวกับพ่อและแม่ของผู้ป่วย

มือสีน้ำผึ้ง เลื่อนไปจับที่ฝ่ามือหยาบกร้านเป็นการปลอบประโลม เช่นเดียวกับคาซึยะ ที่แตะบนบ่ากว้าง ที่ไม่เคยคิดจะแตะมาก่อนในชีวิต
"ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้นจิน.......มันเป็นอุบัติเหตุ........"
ถึงแม้จินจะไม่ได้ร้องไห้ออกมา ไม่มีแม้น้ำตาสักหยด แต่โทโมฮิสะก็ยังเข้าใจถึงความรู้สึกของคนเป็นว่าที่คุณพ่อ และสามี.....คำว่าไม่เป็นไร คงช่วยอะไรจินไม่ได้ แต่เขาก็ยังยืนยันที่จะเคียงข้างจนกว่าจินจะเข้มแข็งต่อไป

ปลายทางของตัวห้องผู้ป่วยของโรงพยาบาล ยังคงไว้ซึ่งหญิงสาวผู้น้อง ที่นั่งพับลงกับพื้นตามลำพัง


น้ำตาแห่งความเศร้าโศกเสียใจส่งออกมา ความอ่อนแอ และความโดดเดี่ยว

"คาซึยะ.........."
เพียงชื่อเท่านั้นที่ร่างบางเอ่ยออกมา คาซึยะก็เข้าใจดีว่าเขาควรจะทำอะไร ร่างสูงโปร่งละออกจากจิน เพื่อไปพยุงคนหมดเรี่ยวแรงขึ้น ยามะพีมองตามชายหนุ่ม มองคาซึยะยืนกอดเคียวโกะอย่างแนบชิด เพื่อการปลอบประโลม

ผู้หญิงคนนั้น......เจ็บกว่าเขาเท่าไรกันนะ.............

ผู้หญิงคนนั้น.......ต้องการคาซึยะ มากกว่าเขา เท่าไรกัน...................


จินบีบมือเล็กแน่น ทำให้ยามะพีละสายตาออกมาจากภาพที่เจ็บปวด

ณ เวลานี้ ความสุขอยู่ที่ไหน................


"ไปดูฮิโระจังหน่อยดีไหม?"
ยามะพีเอ่ยถาม และจินก็พยักหน้าลงเบาๆเช่นเดียวกัน


เขารู้ว่าสิ่งที่จินไม่อยากสูญเสียมากที่สุดในชีวิต คือลมหายใจน้อยๆที่กำลังจะถือกำเนิดในอีกไม่กี่เดือนนั่น


เขายอมแต่งงาน และฝืนใจตัวเองและฮิโรกิ คนรักใหม่เพียงเพราะอยากจะรักษาลูกเอาไว้


ถึงแม้ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะหย่ากับทาคาโกะะทันที แต่ยามะพีก็รู้ ว่าจินไม่มีทางปล่อยให้ลูกของเขาอยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเองแน่

คนที่จะเป็นพ่อครั้งแรก......................และครั้งสุดท้าย.................................


ประตูห้องพักผู้ป่วยแง้มออกเบาๆ แต่กระนั้น คนที่เพิ่งตื่นก็ยังรู้สึกตัวอยู่ดี ฮิโรกิหันมามองจินเล็กน้อย แล้วก็พลิกตัวกลับหลบหน้าเสียอย่างนั้น ทำให้คนมาเยี่ยมใจเสียเป็นเท่าตัว

"ฮิโระจัง............"
"ผมไม่เป็นไร............."
เสียงประตูเปิดออกอีกครั้ง ทำให้จินและโทโมฮิสะหันไปมองคนมาใหม่ ทาคิซาว่าเดินกึ่งวิ่งเข้ามาด้วยอาการกระวนกระวาย
"อุจจิ นายเป็นอะไรรึเปล่า.........ขอบคุณพระเจ้า แค่แผลฟกช้ำใช่ไหม....."


ฮิโรกิแค่นยิ้มให้คู่กรณีคนก่อนหน้าจินน้อยๆ แล้วก็ขยับตัวลุกขึ้นพิงกับหัวเตียงโดยมีทักกี้คอยพยุงอยู่ แววตาตระหนกและเป็นห่วงที่แสดงออกมาอย่างเห็นได้ชัดทำให้ฮิโรกินึกสมเพชตัวเองทุกวินาที ทำไมทุกคนต้องเป็นห่วงเขา......ทั้งๆที่.............
"ผม......เป็นฆาตกร........."
"นี่มันเกิดอะไรขึ้น.........."
ทาคิซาว่ามองหน้าน้องชายและจิน พลางเหลือบมามองอุจจิที่น้ำตาปริ่มขอบตาอีกครั้ง
"เล่าให้ฉันฟังซิฮิโรกิ............."
"เพราฉันต่างหาก ฮิโระ นายไม่ผิดหรอก........."จินแย้งแต่ทว่าฮิโรกิก็ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
"เพราะผมไปยุ่งกับคุณต่างหากจิน ถ้าผมไม่ยุ่งกับคุณ คุณกับทาคาโกะซังก็ไม่ต้องทะเลาะกัน ทาคาโกะซังคงไม่มาหาผมถึงที่บาร์ และถ้าไม่ใช่มือของผม แล้วจะเป็นมือของใครที่ผลักผู้หญิงคนนั้นไปให้รถชน!"
"ฮิโระ นายแค่ป้องกันตัว.........ทาคาโกะจะทำร้ายนาย........."

"ผมต่างหาก......ทั้งผมทั้งคุณ.............เราต่างหากที่ทำร้านเธอ เราต่างหากที่ฆ่าเธอ!!!"
"อุจจิ!!"
ยามะพีตวาดเสียงดังลั่น จนทั้งห้องอยู่ในสภาวะเงียบสนิท ทาคิซาว่ามองทุกคนอย่างคนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ฮิโรกิปัดมือที่แตะอยู่ที่แขนเขาอยู่ออกเบาๆ แล้วมองทาคิซาว่าด้วยแววตาจริงจัง
"คุณกลับไปหาอิมาอิซังเถอะครับ.....ผมไม่เป็นไร ขอบคุณที่.........อุตส่าห์เป็นห่วง........."
ครานั้น ทาคิซาว่าจึงได้ยอมกลับไปในที่สุด ถึงแม้ยามะพีจะไม่รู้เรื่องระหว่างฮิโรกิกับทักกี้เลย ก็ยังพอเข้าใจได้บ้าง ว่าสองคนนี้ เคยมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

แต่ก็ดูเหมือนทั้งคู่ ไม่ได้ติดใจกันในเรื่องของความรู้สึก

ก็ดีแล้ว.........ดีสำหรับซึบาสะที่แสนดีของเขาแล้ว.........


เมื่อทาคิซาว่าเดินออกไป ยามะพีก็ทิ้งทั้งคู่เอาไว้ กับความเงียบงันเช่นเดียวกัน จินเดินไปหาฮิโรกิที่เตียงช้าๆ แล้วกระชากทั้งร่างขึ้นมากอดอย่างแนบสนิท ขณะที่อีกฝ่ายพยายามปัดป้อง แต่จินก็รวบแขนทั้งคู่ด้วยแรงที่มีให้แน่นกว่าเดิม
"ขอร้อง.........ฮิโระ.........อย่าทิ้งฉันไป......ขอร้อง................."

Truuuu.............


ติ๊ด


- โทโมะจัง วันนี้....เอ่อ...........-
"อ๊ะ........ ขอโทษนะคาซึยะ พอดีว่าเจอทักกี้แล้วทักกี้เลยอาสาจะมาส่งที่บ้านน่ะ....ขอโทษที่กลับมาแล้วไม่ได้โทรบอก"
-กลับไปแล้วเหรอครับ......งั้น............ก็ดีแล้วฮะ รีบเข้านอนนะ โทโมะ-
"อือ......"

โทโมฮิสะยืนพิงกับประตูห้องที่เพิ่งเดินออกมา พลางมองไปทางแผ่นหลังของคาซึยะที่เดินตระคองกอดหญิงสาวออกไปจากโรงพยาบาล เขาเลือกที่จะโกหกคาซึยะว่ากลับบ้านไปแล้ว เพราะไม่อยากให้เด็กหนุ่มต้องลังเลใจ และลำบากใจกับการไปส่งเขา หรือ เธอ ในเวลาเดียวกัน เพราะอย่างไรก็ตาม เวลานี้ ผู้หญิงคนนั้น ก็ต้องการคาซึยะมากกว่าเขาอยู่ดี


ร่างเล็กเดินหันหลังออกทางอีกประตูของโรงพยาบาลเพื่อไม่ให้เจอกับคาซึยะ แล้วไขกุญแจรถไปนั่ง ฟุบหน้าร้องไห้อยู่ที่พวงมาลัย


เขาก็ต้องการคาซึยะเหมือนกัน...........

แสงไฟที่โคมตรงหัวเตียงที่เป็นรูปคิตตี้ดับลงแล้ว เช่นเดียวกับหญิงสาวที่คาซึยะต้องพามากล่อมนอนถึงห้อง คราบน้ำตาของหล่อนยังอยู่ คาซึยะเองก็เข้าใจถึงความสูญเสียของบุคคลในครอบครัวดี

เขาจำได้ว่าตอนที่คุณยายมาบอกเรื่องการเสียชีวิตของคุณแม่ตอนนั้น เขาไม่ได้มีใครมาคอยปลอบประโลมและโอบกอดเช่นตอนนี้

คาซึยะกำลังจะลุกออกจากห้องนอนสีชมพูที่ตกแต่งไว้สำหรับลูกสาวคนเล็กของบ้าน แต่เคียวโกะ ก็ปรือตาขึ้นอีกครั้ง
"นอนเถอะ.........."
ชายหนุ่มเอ่ยเบาๆพลางลูบเรือนผมสวยหลายครั้งอย่างอบอุ่น
"คาเมนาชิ......."
วงแขนเรียวเล็กโอบรอบคอของคาซึยะ และดึงชายหนุ่มให้ลมลงบนเตียงเดียวกันอย่างโหยหา คาซึยะจูบที่ปากเบาๆ ทำให้เคียวโกะหลับตาพริ้มในสัมผัสนั้น มือของหญิงสาว ค่อยๆปลดกระดุมเสื้อของคาซึยะออกอย่างเชื่องช้า คาซึยะรู้ ว่าเวลานี้เคียวโกะต้องการเขามากเพียงใด ชายหนุ่มจึงกระชับอ้อมแขน กอดร่างเพรียวให้แนบสนิท และจูบเคียวโกะ อย่างที่เขาจูบยามะพีทุกครั้ง และผละออกมาช้าๆ
"เคียวโกะ.........ฉันทรยศเขาไม่ได้..........."

เพียงคำพูดแค่นั้น เคียวโกะก็ปล่อยแขนทั้งคู่ให้ลู่ลงบนเตียง พลางพลิกกายหันหลังในทันที


หยดน้ำตา ไหลรินมาพร้อมกับความเจ็บปวดที่ยากจะบรรยาย
"เคียวโกะ.............."

"ไม่.........ไม่ต้องพูดอะไรหรอกค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว........"

คาซึยะยืนชั่งใจอยู่พักใหญ่ และเมื่อนึกถึงว่ายามะพีอาจจะเสียใจถ้ารู้ว่าเขาลังเลที่จะอยู่เพราะห่วงใยผู้หญิงคนนี้มากเกินไปก็พลิกกายหันหลังกลับ เคียวโกะได้ยินเสียงปิดประตู เมื่อคาซึยะเดินจากไป.........

ไม่ว่าจะอย่างไร.....คาซึยะก็จะรักผู้ชายคนนั้นตลอดไป หรือไรกัน...........

หลังจากเสียงออดเลิกเรียนดังขึ้น ทุกชีวิตภายมในไฮสคูลก็กระวีกระวาดกลับบ้านกันเป็นการใหญ่ หลายคน รีบกลับไปอ่านหนังสือเตรียมสอบปลายภาคที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายคน รีบกลับไปเรียนพิเศษกับอาจารย์ที่ทางบ้านจัดการให้ แต่จะมีสักกี่คน ที่จะเร่งฝีเท้าไปหาบางคนที่แสนจะคิดถึง

คาซึยะวิ่งออกจากโรงเรียนเร็วเพราะเมื่อวานหลังจากการปรากฏตัวที่เด่นชัดของยามะพีที่โรงเรียน ก็ทำให้สาวๆแฟนคลับรู้ในทันทีว่าคาซึยะมีเจ้าของแล้ว และเจ้าของของคาซึยะคนนั้น ก็เป็นคนทีพวกหล่อนไม่มีทางเอาชนะได้เลยแม้แต่น้อย

เช่นเดียวกับเคียวโกะ ที่ได้แต่มองคาซึยะรักคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวอย่างหมดทางต่อสู้


เป็นสิ่งที่เธอยอมรับ แม้จะเจ็บปวดก็ตาม


ต่อให้พูดขนาดไหน ยามาชิตะ ก็ไม่ปล่อยหัวใจคาซึยะออกมาเลย


ต่อให้ยุแยง ทางฝ่ายนั้นอาจจะให้ หรือไม่ให้ความร่วมมืออย่างไร เคียวโกะเองก็ไม่อาจทราบได้


หล่อนรู้เพียงว่า ต่อให้โทโมฮิสะสละตำแหน่งนั้นให้เธออย่างไร........คาเมนาชิ ก็จะเว้นตรงนั้นเอาไว้ ไม่ให้ใครมาแทนที่ยามะพีได้แม่แต่คนเดียว

ชายหนุ่มเดินออกมาจากลิฟต์ของตัวอาคารอย่างเชื่องช้าราวกับคิดอะไรอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจระหว่างไปรับชุดที่ตัดเอาไว้วันก่อน กับไปหาจิน หรือเยี่ยมฮิโรกิ บางที เขาควรจะไปเคารพศพที่งานก่อน.....หรือว่า จะไปหาคาซึยะดีนะ......

เวลาเลิกงานใหม่ๆตอนนี้ผู้คนเดินออกมาจากตัวอาคารมากมายจนเสียงดัง แต่กระนั้น เขาก็ยังแว่วๆได้ยินเหมือนเสียงของใครบางคนที่คุ้นหูเรียกชื่อเขาอยู่ดี ทันทีที่สายตากวาดมองไป ร่างสูงโปร่งในชุดนักเรียน ม.ปลายก็วิ่งมาหาท่าทางหอบแฮก
"คาซึยะ มาได้ยังไง?"
"ก็มาหาโทโมะไง.....ไปเยี่ยมฮิโรกิกันเถอะ........"
ในที่สุกยามะพีก็ได้คำตอบแล้ว เขาเดินนำคาซึยะไปยังรอถพอร์ชของตัวเอง และยื่นกุญแจให้เด็กหนุ่มเป็นคนขับ


ตลอดระยะทางที่ยาวนาน คาซึยะใช้มือข้างเดียวขับรถ ส่วนอีกข้าง เอาใช้มันกอบกุมมือเรียวเอาไว้แน่น ปลายนิ้วที่สอดประสานกันทำให้ทั้งคู่รู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก กระทั่งรถจอดหน้าอพาร์ทเม้นท์เก่าๆแห่งหนึ่ง ภายในดูทรุดโทรมไม่ต่างจากบ้านหลังที่คาซึยะพักสักเท่าไรนัก ทั้งคู่ขึ้นลิพท์ที่ดูซอมซ่อไปยังชั้น5 ก่อนเดินออกมาอย่างเชื่องช้าราวกับอยากใช้เวลาอยู่ด้วยกัน2คนให้ยาวนานที่สุด แม้ในเวลาสั้นๆนี้ก็๋ตาม

ประตูห้องที่ทั้งคู่จะเข้าไปไม่ได้ลอค มันเปิดอยู่พร้อมร่างใหญ่โตของชายหนุ่มที่โดนไล่ออกมาด้วยหมอนใบโตๆ
"ฮิโรกิ เดี๋ยวสิ......ฮิโระ!!"
"เกิดอะไรขึ้นน่ะจิน"
ยามะพีถาม พลางมองไปยังคนนั่งอยู่บนเตียงที่เอาแต่โวยวายเสียงดัง ฮิโรกิดูเหมือนทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ดวงตาคู่สวยที่ดูเย้ายวนคู่นั้นแดงก่ำ ซ้ำยังบวมเพราะร้องไห้อย่างหนัก
"ฮิโระไม่กินข้าว แผลฟกช้ำนั้นก็ไม่ทำแผล ไม่ฟังกันเลย!!!"
จินกำมือแน่นและชกที่กำแพงเสียงดัง คาซึยะเป็นคนเดินเข้าไปหาเพื่อนร่วมงานในห้องนอน ปล่อยให้ยามะพีคอยปลอบประโลมจินอยู่หน้าห้องเพียงสองคน

"ฮิโรกิซัง.............ผมคาซึยะเอง........"
เสียงที่ลอดเข้ามา ทำให้ร่างบางสงบสติอารมณ์ได้บ้าง คาซึยะจึงเดินเข้าไปใกล้ และนั่งลงข้างๆ ฮิโรกิชันเข่านั่งบนเตียง โดยที่ไม่ไกลกันนักมีกล่องยาถูกปัดระแกะระกะเพราะแรงโวยวายอันน้อยนิดของร่างบาง คาซึยะถอนหายใจ ถ้าเป็นยามะพีทำอาการอย่างนี้กับเขาล่ะก็ จะดึงมาจูบจนกว่าจะหยุดซ่าเลยทีเดียว

พลัน สายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ต้านนอกของประตูที่ยามาชิตะจับมือกับจินแน่น ดวงตารีของคาซึยะก็ลุกวาวโรจน์ ก่อนจะเสหน้าทำเป็นมองไปทางอื่น พอเห็นดวงตาเศร้าสร้อยของฮิโรกิแล้ว อาการหึงลิซึ่มที่เกิดกับคาซึยะได้ทุกเวลาและสถานที่ก็บรรเทาลง มือหยาบกร้านยกขึ้นลูบศีรษะคนโตกว่าเบาๆ และหยิบกล่องยาที่กระจายอยู่ขึ้นมาทำแผลให้ฮิโรกิพลางหาทางพูดให้ฮิโรกิคิดถึงอีกคนให้มาก

"อาคานิชิน่าสงสารนะครับ......ฮิโรกิซังว่ามั้ย........."


"เขาเพิ่งเสียทั้งลูก ทั้งว่าที่ภรรยาหมาดๆ ทั้งๆที่อีกสัปดาห์ก็จะแต่งงานแล้วเชียว........."

"ฮิโรกิซังว่า คุณจินสมควรที่จะสูญเสียมากกว่านี้อีกหรือครับ?"
คู่สนทนาเงยหน้าขึ้นมามองคาซึยะแล้วโผเข้ากอดแรงจนกล่องยาที่วางข้างๆร่วงลงพื้นไปอีกรอบ ฮิโรกิสะอื้นฮักเหมือนเด็กๆ ริมฝีปากก็พร่ำพูดแต่เรื่องที่ตัวเองคิดมาตลอด
"เพราะฉัน..........เพราะฉันทั้งนั้น.........."
คาซึยะแกะมือที่กอดตัวเองเอาไว้ออกมา ดันตัวฮิโรกิให้เงยหน้ามาเผชิญ
"ทั้งหมดที่ผ่านมาไม่ใช่เพราะคุณครับ ฮิโรกิซัง........แต่จากนี้ต่างหาก........."


"ถ้าคุณยังเกเรอาคานิชิอยู่ มันเท่ากับอาคานิชิสูญเสียสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าลูก ยิ่งกว่าทาคาโกะซังอีกนะ........"
ฮิโรกิเงยหน้ามองคาซึยะ แล้วมองออกไปทางประตูที่มีจินนั่งกุมขมับอยู่โดยมียามะพีนั่งอยู่ข้างๆ
"ที่มาพูดน่ะ เพราะครั้งนึงคุณเองก็หวังดีกับผมแล้วก็ยามะจังใช่มั้ยล่ะ........ผมไม่รู้ว่าที่พูดไปจะช่วยอะไรได้บ้าง......ลองคิดดูนะครับ เห็นทีผมต้องไปแล้วล่ะ"
คาซึยะยกนาฬิกาขึ้นมาดู แล้วก็ยิ้มให้ฮิโรกิอย่างอ่อนโยน.......


ความอ่อนโยนนี้ มันเกิดขึ้นกับเขา ตั้งแต่วันที่รู้จักกับโทโมฮิสะ........


ความใจดี และมองโลกว่าเป็นของตัวเอง ไม่ใช่ไม่ใส่ใจใครอย่างที่แล้วมามันเกิดขึ้นเพราะคนๆเดียว.........

โทโมฮิสะ.............

คำตอบของทุกสิ่งทุกอย่าง........


คาซึยะยังไม่เคยคิดเลย ว่าหากวันหนึ่งเขาไม่มีโทโมฮิสะแล้ว........ชีวิตของเขา จะเป็นเช่นไร?.........

รถพอร์ชคันเดิมเคลื่อนตัวออกจากอพาร์ทเม้นของฮิโรกิไปยังจุดหมายใหม่ โทโมฮิสะเอนตัวเองพิงกับพนักพิง ไม่นานนัก รถก็เคลื่อนตัวมาจอดหน้าบ้านที่ยามะพีเคยมาแล้วครั้งหนึ่ง

"คาซึยะ.............."

ชายหนุ่มถอดเข็มขัดนิรภัยของตัวเองและของยามะพีออก แล้วฉวยโอกาสจูบที่ปากแดงเบาๆ ราวกับเป็นคำขานรับ ดวงตาทั้งคู่จ้องมองกันในระยะประชิด ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินสู่กันและกันจนได้กลิ่นอ่อนๆของอีกฝ่าย คาซึยะอดใจไม่ไหว...เขาก้มลงเพื่อจูบยามะพีอีกครั้ง แต่ก็ถูกนิ้วชี้กั้นกลางเอาไว้ แต่ปลายลิ้นซนก็ยังตวัดออกมาแลบเลียให้ยามะพีจั๊กจี๋เล่น เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นคาซึยะจึงถือโอกาสนั้นดึงมือทั้งสองข้างของโทโมะไว้บนหัว และก้มลงจูบที่ปากแดงคลี่ยิ้มน้อยๆอย่างอ่อนโยน ริมฝีปากที่นัวเนียกันอยู่นั้น ทำให้คาซึยะลืมสังเกตถึงแววตาเศร้าที่กำลังส่งออกมาจากดวงตากลมโต สองแขนดิ้นจนหลุดพันทนาการของคาซึยะ มาโอบรอบคอและเอียงหน้าเพื่อรับจูบนั้นให้แนบแน่นยิ่งกว่าเดิม
"อื้อ.......พอแล้ว......."

"อีกนิดนะ.........."


"พอแล้วคาซึ......อื้อ.................."
คาซึยะกระหยิ่มยิ้มในใจ พลางกดจูบลงไปอย่างไม่ฟังคำท้วงใดๆก็ตาม
"ถ้าอยากให้พอ ก็ขัดขืนสิครับ.........."
ยามะพีหน้าแดงจัด คาเมะรู้ว่าเขาไม่ได้อยากให้คาเมะหยุดอย่างที่บอกเลย ริมฝีปากจึงยินยอมให้อีกฝ่ายกระทำจาบจ้วงเช่นนี้ไปเรื่อย กว่าที่ยามะพีจะขัดขืนจริงๆได้ ก็ต้องรอกระทั่งคาซึยะใช้มือเลิ่กเสื้อของเขาขึ้นมาสะกิดติ่งไตสีชมพูอ่อนเป็นเครื่องบ่งบอกว่าหากไม่หยุดเสียตอนนั้น กิจกรรมบางอย่างต้องเกิดขึ้น ณ เวลาแห่งความเศร้าของทุกคนอย่างนี้แน่นอน

คาซึยะผละตัวออกมา จ้องมองริมฝีปากแดงอีกนาน จนลืมมองเข้าไปในดวงตาที่เอ่อคลอด้วยความรู้สึกหนักอึ้งในหัวใจ
"คาซึยะ..............."


"ครับ"

ชายหนุ่มจะก้มลงไปจูบที่ปากเล็กสั่นระริกนั่นอีกครั้ง แต่ก็ต้องหยุดเมื่อประโยคต่อมาดังขึ้นด้วยน้ำเสียงกึ่งสั่นเทา
"ฉันคิดเรื่องนี้มานานแล้ว..............."
ปลายคิ้วโก่งยกตัวขึ้นเล็กน้อย เมื่อยามะพีหันหน้าหนี เสหลบตาไปยังกระจกข้างฝั่งที่มีตัวบ้านอยู่

ฉับพลัน ที่ความเงียบก่อตัวขึ้น คาซึยะก็เริ่มใจไม่ดีเมื่อชายหนุ่ม หลบตาเขาอย่างที่ไม่เคยเป็น.......สิ่งที่โทโมฮิสะคิดมานานแล้ว เป็นเรื่องที่คาซึยะไม่อาจคาดเดาได้ว่ามันคืออะไร กระทั่งนาน......กว่าประโยคถัดกัน จะกลั่นพูดออกมาได้ในที่สุด

"เคียวโกะต้องการนาย............."


"หมายความว่าไง.........."


"เลิกเจอกันเถอะ.............."


"โทโมฮิสะ........."
เป็นเสียงครางแผ่วเบาที่ออกมาจากลำคอ คาซึยะแน่นิ่งไปและไม่พูดคำใดๆออกมาอีก เขากำลังคิดว่าโทโมะอาจจะเล่น.........ล้อเล่นอะไรซักอย่าง.........แต่ ในแววตาที่สะท้อนจากกระจกรถนั่น มันกลับจริงจังจนคาเมะใจหายวูบ


"ฉัน.........ฉันคิดเรื่องนี้มานานแล้ว มันไม่ใช่แค่เพราะฉันสงสารผู้หญิงคนนั้น แต่.......ฉันเองก็คิดถึงนายด้วย ซักวันหนึ่ง พอนายโตขึ้น นายก็ต้องฝันที่จะแต่งงาน มีครอบครัว มีลูกเล็กๆไว้สืบสกุลคาเมนาชิ และสิ่งนั้น......................."
ยามะพีสบตากับคาซึยะเป็นครั้งสุดท้าย หยดน้ำตาไหลรินออกมาเชื่องช้า เพราะมันกลั่นออกมาจากหัวใจ

"ฉันทำให้นายไม่ได้........."


หยดน้ำใสกลิ้งลงบนปรางค์แก้มที่คาซึยะจะฟัดหอมมันทุกวัน


"อา..................."


เป็นเสียงที่ครางออกมาเพราะความเจ็บปวด คาซึยะทิ้งตัวลงบนเบาะคนขับเหมือนคนที่หมดเรี่ยวแรง เจ็บปวด จนรู้สึกตาลาย เขาห้ามยามะพีไม่ให้พูดไม่ได้ สมองกลั่นกรองแต่ละถ้อยคำที่รับฟัง และเฝ้าบอกตัวเองว่านี่คือฝันไป คาซึยะจิกปลายเล็บกับนิ้วตัวเองแน่น รู้สึกอึดอัด เพราะไม่คิดถึงการเผชิญหน้ากับยามาชิตะในลักษณะนี้มาก่อนในชีวิต


"ขอร้องล่ะ คาซึยะ..........ฉัน..............ฉันคิดเรื่องนี้มานานแล้ว แล้วมันก็เป็นทางที่ดีที่สุดแล้วจริงๆ......"


"เราไม่ได้รักกัน.........เข้าใจใช่ไหม คาซึยะ"

"เราไม่ได้รักกัน..................."

เสียงที่ดังออกมาจากริมฝีปากบางสั่นระริก หยาดน้ำที่เอ่อคลอเต็มหน่วยดวงตากลมโตสะท้อนถึงความเจ็บปวดที่มีไม่แพ้กัน ปต่โทโมฮิสะก็ไม่อาจรั้งคาซึยะเอาไว้กับตัวเองด้วยความเห็นแก่ตัวได้ เขาต้องปล่อยเด็กหนุ่มให้หลุดลอยไป และเป็นคนที่ตัดสินใจเอ่ยคำตัดสัมพันธ์แทน


ถ้าเป็นคาซึยะพูด.............ยามะพีรู้ว่าเขาจะทำใจไม่ได้

ในขณะเดียวกัน คาซึยะก็รู้สึกปวดหนึบที่หัวใจ หายใจไม่ออก เหมือนมวลอากาศที่อยู่รายล้อมหนักมากขึ้นทุกที........เขาปิดหู และซบหน้าตัวเองลงกับพวงมาลัย หากแต่ยังได้ยินเสียงหวีดหวิวราวกับคำเยาะมาแต่ไกล และเสียงร้องโอดครวญอย่างทรมานใจของตัวเอง ยามะพีไม่ได้ต้องการเขา อย่างที่เขารัก หวงแหน และต้องการชายผู้นี้เลย................


2007/Mar/20

นับจากนี้.........จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต............

ฉันสัญญา............จะรักนายทุกวินาทีที่มีลมหายใจ............




สาบานฝังลงบนเม็ดทรายทุกเม็ด..........ไม่ว่าเนิ่นนานแค่ไหน.............



fin........
ขอบใจนะ.............ที่ยืนข้างๆกันมาตลอดเวลา........................










สายลมกรรโชกแรงของฤดูหนาว พัดผ่านเอาไอทะเลเย็นเฉียบปะทะร่างกาย ตัวเล็กบางที่นั่งอยู่บนผืนทรายห่อไหล่เข้าด้วยความสั่นเทา ก่อนเสื้อคลุมขนสัตว์ที่ถูกสั่งตัดเป็นพิเศษจะทาบทับเสื้อไหมพรมที่ชายหนุ่มถักทอให้กับมือ

"อากาศเย็นแล้วนะโทโมะ..........เข้าบ้านเถอะ........."

เสียงกระซิบทุ้มต่ำที่อบอุ่น และลมหายใจที่เป่ารดใกล้ใบหูทำให้รอยยิ้มเศร้าคลี่ออกบางเบาก่อนยันตัวลุกขึ้นและจับกระชับมือใหญ่ที่โอบอุ้มและดูแลเรื่อยมา

"คาซึยะ..........พรุ่งนี้ออกมาเล่นน้ำได้มั้ย"

"อากาศมันเย็น อีกอย่าง พรุ่งนี้มีนัดแล้ว จำไม่ได้เหรอ...."


ปากสีซีดจัดเพราะความเย็นของอากาศคลี่ยิ้มอ่อนโยน เดินแนบข้างนักศึกษาแพทย์หนุ่มไปยังทางที่เต็มไปด้วยเม็ดทรายและเปลือกหอยเพื่อเข้าไปในตัวบ้านพักที่ทำจากไม้ชั้นดีพิเศษ
"นั่นสินะ....พรุ่งนี้คาซึยะก็จะไปกับฉันใช่ไหม?"
"อืม........เราจะขับรถกลับโตเกียวด้วยกัน ไปทานราเม็งฟรีที่ร้านของโคยาม่าเหมือนตอนปีหนึ่ง แล้วค่อยเลยไปหาอาจารย์หมอที่โรงพยาบาล.....ถ้าอยากแวะไปหาชิโรตะ เรียว แล้วก็จิน จะพาไปมหาลัยด้วย ดีหรือเปล่า....."
ชายหนุ่มกระซิบบอกที่ใบหูเล็ก ขณะที่ปลายลิ้นตวัดเลียให้เกิดเสียงหัวเราะคิกคักแผ่วเบากับสายลม สองมือกระชับกันเอาไว้แน่น
"บอกมาสิ...ดีหรือไม่ดี........."
"ไม่เอาน่า คาเมะ......อ๊ะ........อย่าเลียสิ....."
"งั้นก็ห้ามให้มันจริงจังหน่อยสิครับ......โทโมฮิสะ.....รีบๆเข้าบ้านเถอะ.....อากาศอย่างนี้ผมอยากทำความอบอุ่นร่างกายจะแย่อยู่แล้ว...."




นายรู้มั้ย......เส้นทางของเราที่มันสวยงามมาตลอด.......มันจะจบลงเมื่อไร...........


คาซึยะ........ฉันไม่รู้เลย ว่าเราจะยังโอบกอดและบอกรักรำพันให้แก่กันและกันอย่างนี้ได้นานแค่ไหน.....


ฉันกลัว.........





กลัวเหลือเกิน.....






เพราะงั้น...........ได้โปรดอย่าทิ้งกันไปนะ.........







อยู่กับฉัน..................จนลมหายใจสุดท้าย........จะได้ไหม............







รักกัน จนกว่าฉันจะจากไป..........ได้โปรด...................


***********************************

เส้นทางจากฮอกไกโดไปจนถึงโตเกียว สำหรับคาซึยะแล้วใช้เวลาในการขับไม่นานนัก คนที่นั่งเคียงข้างมาด้วยหลับสนิทด้วยความเพลียจากร่างกายที่ถูกใช้งานหนักเมื่อคืนที่ผ่านมา เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนพัดตามแรงลมจากแอร์รถยนต์ คาซึยะปรับเพื่อลดอุณหภูมิก่อนเบรคตัวลงเพื่อหาเสื้อกันหนาวจากเบาะหลังมาคลุมให้คนรักด้วยความห่วงใย

โทโมฮิสะเป็นเด็กอ่อนแอ..........นับตั้งแต่จำความได้.......

เพราะพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายทำงานด้วยกัน คาซึยะกับโทโมฮิสะจึงรู้จักเป็นเพื่อนเล่นมาตั้งแต่เด็กๆ และตัวคนตัวเล็กเอง ก็เป็นทาลัสซีเมียตั้งแต่กำเนิด.......


'โตขึ้น ฉันจะเป็นหมอ มารักษาโทโมะให้หาย..........เพราะงั้นนายต้องอยู่รอจนกว่าฉันจะเรียนจบนะ!'


คำพูดตอนที่ตัวเองอยู่อนุบาลคำนั้น คาซึยะยังจำมันได้...เขาซื่อสัตย์ และพยายามจนถึงทุกวันนี้...........



นั่นสินะ......ความฝันของเขา.....เกิดจากคนรักเพียงคนเดียวเท่านั้น.......


แม้แต่ตัวเอง ยังรู้สึกเหลือเชื่อกับตัวเองจนถึงทุกวันนี้.......จากเด็กโง่ๆคนหนึ่ง พยายามจนเป็นนักเรียนแพทย์ที่เรียนจบก่อนคนในรุ่นเดียวกันถึงหนึ่งปี.......


สัปดาห์หน้า ก็จะได้รับใบรับรองเรียนจบแล้ว


ฉันจะเป็นหมอคนแรก........ที่รักษาโรคนี้จนหายขาด............เชื่อฉันนะโทโมฮิสะ



รถยนต์คันสีบลอนด์เงินจอดลงที่ร้านราเม็งเล็กๆช่วงหัวมุมถนนไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยสักเท่าไร เมื่อเครื่องยนต์ดับลงเจ้าของร้านที่เดินมาเพื่อแขวนป้ายปิด1วันก็ปรากฏตัวมาให้เห็นในทันที
"วันนี้ร้านปิดเหรอโคยาม่า....."
"อ้อ ใช่.......คุณแม่อยากไปโอซาก้ากับเรียวน่ะ เอาไว้วันหลังค่อยมาใช้บริการกินฟรีได้ป่าว?คาเมะ..."
คาซึยะมองไปยังคนที่นอนหลับสนิทด้วยลมหายใจเหนื่อยอ่อนเล็กน้อย สายลมอ่อนพัดพาให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นปราดเข้าทั่วร่างกาย

"พวกเรียวก็อยู่ที่นี่เหรอ?"
"ใช่ อยู่ข้างในน่ะ ครบเลยทั้งชิโรตะ ทั้งจิน ขาดยามะจังคนเดียว"
คาเมนาชิมองลอดไปในม่านผ้าสีน้ำเงิน และจดจ้องดวงตารีของเพื่อนร่วมมหาลัยนิ่ง
"โทโมฮิสะอยู่ในรถ........วันนี้หมอนั่นตั้งใจจะมากินราเม็งของนาย.......ก่อนไปโรงพยาบาล.........."


"อ้อ....งั้นเข้ามาสิ....เดี๋ยวฉันลงมือทำให้เลย..........ยามะจังอุตส่าห์อยากกินทั้งทีนี่........."

"ถ้ารบกวน..........."

"ไม่หรอกๆ.........ฉันอยากทำราเม็งให้ยามะจังกินให้มากที่สุดน่ะ........."
ใบหน้าของโคยาม่าตอนนี้ ดูเหมือนคนกำลังจะร้องไห้เหลือเกิน มือที่กำลังแขวนป้ายร้านอยู่หยุดนิ่ง ราวกับถูกมนต์สะกด........

"ฉันไม่เจอยามะจังตั้งนาน.......ไม่ได้ข่าวเลยตั้งแต่วันที่เป็นลมหน้าตึกวันนั้น............มีคนลือกันว่า............"


"ไม่จริงหรอก........เดี๋ยวโทโมะก็จะหายแล้ว........"
โคยาม่าฝืนยิ้มออกมาน้อยๆ พลางลูบหัวตัวเองแก้เก้อ.......สายตาสอดส่องเข้าไปภายในรถที่ติดฟิล์มจางๆเอาไว้
"ทำไมถึงผอมอย่างนี้นะ........"
"เขาไม่ค่อยกินอะไรน่ะ.......คะยั้นคะยอเท่าไหร่มื้อนึงก็ได้ไม่เกินสามคำ......"

"ดีจังนะที่เป็นนาย........"
ชายหนุ่มสบตากับคนรักของเพื่อนนาน กว่าจะพูดประโยคถัดมาด้วยความสั่นเครือ
"ถ้าเป็นเรียว หรือจิน..........คงดูแลยามะได้ไม่เท่านาย............"



"เพราะฉันรักเขาไงล่ะ.........รักยิ่งกว่าชีวิตของตัวเองด้วยซ้ำ......."


โคยาม่าผงกหัวให้คาเมะหนึ่งครั้ง เดินนำเข้าไปในร้านเล็กๆก่อนเสียงเอ็ดตะโรโวยวายจากภายในจะดังมาก่อนหนุ่มๆวิ่งกรูออกมาพร้อมกัน คนในรถจึงสะดุ้งตื่นและมองไปด้านนอกโดยแววตาตระหนก
"นี่อย่าทำให้โทโมะจังตกใจได้มั้ย........พวกนาย...!"
"เออๆ รู้แล้ว เจ้าหญิงครับ ไปทานราเม็งกันเถอะนะ"
จินเป็นคนพูดประโยคนี้ก่อนเปิดประตูรถให้คนสวยด้วยท่าทางตลกๆ โทโมฮิสะหัวเราะน้อยๆกับชายหนุ่มที่เคยเข้ามาจีบคนแรกก่อนมือใหญ่ของคู่แข่งของจินจะยื่นมาตรงหน้าเพื่อประคองคนป่วยให้ลุกขึ้นยืน
"คิดถึงยามะจังเลย"
"ฉันก็คิดถึงเรียวเหมือนกัน......ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ไม่เห็นสูงขึ้นบ้างเลย....."
"มันก็สูงที่สุดได้เท่านี้แหละ ว่าแต่นายเถอะ ทำไมถึงผอมลง?"
ชิโรตะไล่สายตาไปตมสัดส่วนจนชายหนุ่มที่ยืนอีกฟากต้องปรี่มาเอาตัวเองบังเอาไว้อย่างหวงแหน เรียกเสียงหัวเราะได้จากหนุ่มๆที่ยืนห้อมล้อมกันทั้งหมด
ใครๆก็รู้.....คาเมนาชิหวงเจ้าหญิงของพวกเขามากขนาดไหน.............

แม้แต่สายลม ยังต้องถูกปกป้องด้วยเสื้อโคทที่ตัวเองสั่งตัดมาอย่างดีเลยด้วยซ้ำ

ยามะพีก้มหน้าลงเมื่อคำถามของเพื่อนสนิทเอ่ยขึ้นมา ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนคนฟังยังใจหาย



เพราะฉันใกล้ตายแล้วยังไงล่ะ.....................


----------------------------------------


ไม่รู้ว่าเป็นเวลาเนิ่นนานเท่าไรที่ชายหนุ่มนั่งรอผลการตรวจจากอาจารย์หมอที่ถือว่าเก่งที่สุดในญี่ปุ่นด้วยอาการกระวนกระวาย ทุกครั้งที่ประตูห้องตรวจเปิดขึ้นและปิดลงทำให้หัวใจแกร่งกล้าดวงนี้เต้นระส่ำอย่างไม่เป็นจังหวะ แต่แล้วเมื่อเป็นเพียงพยาบาลเท่านั้น หัวใจที่เต้นแรงก็ห่อเหี่ยวลงทุกที

เสียงเปิดประตูครั้งสุดท้ายดังขึ้นเมื่อยามาชิตะเดินออกมาจากห้องตรวจ รอยยิ้มซีดเซียวส่งให้ชายหนุ่มก่อนยกแขนขึ้นมาแกล้งเบ่งกล้ามให้ดูแข็งแรง ทั้งๆที่ตัวเอง แทบเดินไม่ไหวแล้วด้วยซ้ำไป
อาจารย์ว่าไงบ้าง? อาการดีขึ้นมั้ย?
สบายอยู่แล้ว คาซึยะดูแลฉันดีขนาดนี้ มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ.......
ยามะพีตอบแล้วควงแขนแกร่งเดินออกจากโรงพยาบาลไปก่อนจะถูกฉุดรั้งไว้ด้วยชายร่างโตที่เดินมาเคียงข้างกัน
อะไร คาเมะ?
แล้วยาล่ะ?
ก็บอกแล้วว่าแข็งแรง จะกินยาอีกทำไม?
คาซึยะเลิ่กคิ้วมองด้วยสายตาที่ไม่เชื่อนัก แต่มือโดนหยิกจมูกแรงๆก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างสุขใจ
คาซึยะน่ะ เหมือนตัวเองอายุ40แล้วนะ........ดูเหมือนนายแบกโลกเอาไว้ทั้งใบตลอดเวลางั้นแหละ..........
ก็ฉันเป็นห่วงนายนี่นา......รออีกสัปดาห์เดียวเท่านั้นแหละ ฉันต้องรักษาโทโมะได้แน่นอน.......วันนั้นโทโมะต้องยิ้มทั้งน้ำตา......เชื่อฉันมั้ยล่ะ?
คาซึยะพยุงคนในอ้อมแขนเอาไว้แม่นมั่น พากันเดินกลับเข้ารถและปรับเบาะนั่งให้คนหน้าหวานได้นั่งอย่างสบาย
ไม่เชื่อหรอก......อ๊ะ วันนี้พวกเรียวไปโอซาก้ากันนี่ ตามพวกนั้นไปกันเถอะ
รอยยิ้มหวานส่งออกมาให้อย่างจริงใจ แม้มันจะดูแห้งเหี่ยวแต่กลับทำให้ใครคนหนึ่งรู้สึกสดใสได้อย่างเหลือเชื่อเหลือเกิน
ทั้งๆที่เพิ่งกลับมาจากฮอกไกโดเนี่ยนะ..........นายควรจะพักอยู่ที่บ้านมากกว่า.......


ไม่เอา........ฉันอยากเที่ยวนี่ ใกล้ๆก็ได้ ในโตเกียวก็ได้ แต่ไม่กลับบ้าน?
งั้นจะไปไหน?
ชิบุย่า
ไม่เอา คนเยอะจะตาย อากาศก็หนาวด้วยเดี๋ยวโทโ.............
ก็บอกว่าฉันสบายดีไง........หรือว่านายไม่อยากไปเที่ยวด้วยกัน..........
คาซึยะเฉี่ยวตามองคนขี้งอนน้อยๆ พลางสตาร์ทรถออกเพื่อมุ่งหน้าไปยังปลายทาง
ให้เดินแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้นนะ

คุณรู้มั้ย........บางครั้งคนที่ยิ้ม ไม่ได้หมายความว่าเขามีความสุขหรอกนะ...........


แต่ที่ยิ้ม.........เป็นเพราะจงใจให้ตัวเองลืมความทุกข์............


และที่ยิ้ม.........ทำเพียงเพื่อให้คนที่รัก มีความสุขแทนเราต่างหาก....................




นั่นแหละ ความหมายของรอยยิ้มของโทโมฮิสะ...............


คาเมะ ถ่ายรูปสติกเกอร์กันเถอะ!
เห...ปกติกลัวกล้องไม่ใช่เหรอครับ
ใช่ แต่วันนี้ฉันน่ารักนี่ ถ้าไม่ถ่ายวันนี้เดี๋ยววันหลังจะไม่น่ารักแล้วนะ!

วันหลัง........อาจเหลือเพียงแค่ร่างกายที่แห้งเหี่ยวเพราะไม่มีเลือดหมุนเวียนอีกแล้วนะ

ไม่จริงหรอก โทโมฮิสะของผมน่ะน่ารักทุกวันอยู่แล้ว..........

เพียงคำพูดที่คนรักมักพูดให้แก่กันเป็นธรรมดา.........ยามะพีเพิ่งรู้.......ว่ามันจะทำให้กระบอกตาของเขาร้อนมากขนาดนี้ ร่างผอมบางและซีดเหลืองหันหลังให้แสร้งทำเป็นเลือกตู้ที่ดูดีที่สุด


หากแต่ความจริง ที่ผู้ชายที่มาด้วยกันมองไม่เห็น...........คือหยดน้ำตาที่ไหลรินลงมาเจียนขาดใจ ทั้งๆที่ริมฝีปาก กลับฝืนยิ้มอย่างมีความสุขอย่างนั้น


แปลกดีนะ ทั้งๆที่เราใช้เวลาทั้งชีวิตมาด้วยกัน................แต่กลับไม่รู้สึกเบื่อกันเลย..............


นี่ อย่าเติมแว่นตาให้ฉันสิ คาเมะ!
อ้าว ก็โทโมะใส่หูกระต่ายให้ผมก่อนทำไมล่ะ......
ก็นั่นเป็นเพราะนายเติมหนวดให้ฉันต่างหาก!!!! คนบ้า!


ทั้งๆที่เวลาที่มาเที่ยวด้วยกัน ก็สนุกแบบนี้..........แต่นายรู้สึกมั้ย คาซึยะ..........ว่าวันนี้มันช่างมีความสุขมากกว่าทุกวันเสียเหลือเกิน

ทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และฝ่ามือคู่นั้นที่กอบกุมกันเอาไว้ไม่ยอมให้ห่าง

ฉันรักนาย............ตลอดเวลา..............


นี่ คาซึยะ แหวนวงนั้นสวยจังเลยเนอะ........ถ้าฉันเป็นผู้หญิง คาซึยะจะซื้อให้ฉันมั้ย?
นิ้วก้อยที่เกี่ยวกันเอาไว้ และสายตาที่จับจ้องมาตลอดเวลาทำให้ใบหน้ามันร้อนผ่าว

แม้เวลาผ่านไป10ปี 20ปี..........แปลกจังนะ ที่คนเราจะยังเขินอายซึ่งกันและกันได้มากขนาดนี้

ยามะพีแนบใบหน้าลงบนกระจกร้านขายเครื่องประดับ โดยมีชายหนุ่มรูปงามซ้อนทับอยู่ข้างหลัง
ไม่หรอกครับ.......เพราะถึงไม่มีแหวน เราก็มีนี่อยู่แล้ว............
ดวงตากลมโตพลิกตัวหันกลับแต่เมื่อพบใบหน้าอยู่ใกล้แค่ลมหายใจพ่นถึง ก็แน่นิ่งไม่กล้าขยับตัวไปไหน ขาทั้งคู่ราวกับถูกตรึงอยู่กับที่โดยดวงตาเร้นลับที่จ้องมองราวกับต้องการจะกลืนกินกันตลอดเวลา
มะ.........มีอะไรอยู่แล้วงั้นเหรอ...........
ปลายนิ้วที่เกี่ยวกันอยู่ไม่ห่างถูกยกขึ้นมาด้วยนิ้วมือหยาบกร้าน นิ้วก้อยที่อยู่ชิดกันถูกคลายออก ยามะพีมองตามนิ้วมือของคาเมะที่ห่างออกไปตาไม่กระพริบ
เห็นมั้ยครับ.............

เสียงเอ่ยถามทุ้มต่ำ เหมือนคาถาที่ปลุกให้จิตใจเต้นไม่อยู่กับที่ มืออีกข้างหนึ่งที่ปล่อยลู่อยู่ข้างลำตัวยกขึ้นมาเพื่อแทรกปลายนิ้วหยาบกร้านไปบนเรือนผมเส้นเล็กเพื่อให้เงยรับจูบที่หน้าผากมนอย่างแผ่วเบา......


ด้ายแดงนี่นา............

ยามะพีพูดขึ้นเสียงใส พลางยกปลายนิ้วก้อยตัวเองขึ้นมามองด้วยสายตาสนอกสนใจเป็นพิเศษ คาซึยะมองภาพที่ดูอ่อนละมุนดวงตาแล้วก็ยิ้มออกมาด้วยความสุขใจ โน้มลำตัวเข้าหา และจูบที่ริมฝีปากผ่านปลายนิ้ว.........

ฉันรักนาย...........รู้ใช่มั้ย..................ไม่ว่านานเท่าไร....ก็รักนายเท่านั้น.............
เป็นคำบอกรักที่หวานรำพัน ดวงตากลมโตกระพริบลงแค่ครั้งเดียว หยดน้ำใสก็ไหลลิ้งลงมาบนปรางแก้มขาวอย่างสุดจะหักห้าม สองแขนโอบกอดรอบคอชายหนุ่มเอาไว้ ครางเรียกแต่ชื่อราวกับกลัวว่าคนตรงหน้าจะหายไป


อย่าทิ้งฉันนะ......โทโมะ................................


มันเป็นแค่คำขอโทษเท่านั้นที่ดังก้องออกมาจากใจ.............ถ้าเลือกได้ เขาจะไม่รักคาเมะ และไม่ทำให้คาเมะรักมากขนาดนี้..............

การจากลาเป็นสิ่งที่เจ็บปวด....................และเขาก็ไม่เคยคิดจะทิ้งคาซึยะให้อยู่คนเดียว...........


แต่ไม่อาจจะห้ามได้อีกต่อไปแล้ว....................



เสียงสะอื้นฮักจากคนในอ้อมกอดเหือดหายไป ดวงหน้าหวานซบลงที่บ่าแกร่งและลมหายใจ ก็อ่อนระทวยจนไม่อาจจะรั้งเอาไว้ได้อีก.........
มือที่โอบรอบคอร่วงลงช้าๆ คาซึยะยืนนิ่งงันอยู่หน้าร้านเครื่องประดับในย่านชิบุย่าด้วยหัวใจที่ไม่อาจจะควบคุม..........



หยดน้ำตาลูกผู้ชาย เอ่อคลออยู่ที่ตารีเล็ก กระชับอ้อมแขนที่โอบกอดกันอยู่ให้แน่นขึ้น และแน่นขึ้น...........


แน่นจนแม้กระทั่งตัวเอง ก็หายใจไม่ออกอีกต่อไปแล้ว..................



ทั้งๆที่ความฝัน มันถูกถักทอเพื่อคนในอ้อมกอด ทั้งๆที่........มันเลือนลางอยู่ตรงหน้า................



แต่กลับห่างหายไป จนเกินแรงจะไขว่คว้า.....................


สิ่งหนึ่งที่ปรากฏอยู่และฉุดรั้งได้เท่านั้น คือด้ายแดงแห่งพรหมลิขิต.............




และหยดน้ำตา ที่ไหลรินลงมา พร้อมกับเสียงกระซิบขอโทษมาจากสถานที่ไกลโพ้น.....................






ขอบใจนะ.............ที่ยืนข้างๆกันมาตลอดเวลา........................


คำพูด ที่คาซึยะได้ยินมันแว่วมา.......พร้อมเสียงสะอื้น......จากสถานที่ห่างไกล........................